วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

5 อาหารช่วยลดน้ำหนัก มีประโยชน์ต่อร่างกาย

5 อาหารช่วยลดน้ำหนัก มีประโยชน์ต่อร่างกาย







          ไข่ ถือได้ว่าเป็นอาหารที่ผู้คนส่วนใหญ่ เลือกจะรับประทานเป็นประจำอยู่แล้ว แถมยังมีรสชาติอร่อย สามารถนำมาจัดทำได้หลากหลายเมนูด้วยกัน แต่หลาย ๆ คนกังวลมากจนเกินไปว่าไข่นั้น จะช่วยเพิ่มระดับคอเลสตอรอลในร่างกาย ทำให้ลดน้ำหนักยาก แต่สิ่งนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะในนั้นไข่อุดมไปด้วยโปรตีนสูง และยังมีวิตามิน และเกลือแร่ ที่จะช่วยทำให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และทำให้คุณมีหุ่นผอมเพรียว และสุขภาพดีขึ้นได้


           ปลาที่มีกรดไขมันสูง หากพูดถึงอาหารสุขภาพ เนื้อสัตว์อย่างปลา ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนรักสุขภาพโดยตรง เพราะในเนื้อปลานั้น มีโปรตีนที่ย่อยง่ายและยังมีแคลอรี่ต่ำ  อีกทั้งยังปลอดภัยกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เพราะเป็นเนื้อสัตว์ที่อุดมไปด้วย โอเมก้า 3 มีประสิทธิภาพในการช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นได้ ภายในระบบเนื้อเยื้อของร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ ช่วยบำรุงสมอง และยังช่วยลดน้ำหนักได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

           ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเปลือกแข็งนั้น เป็นแหล่งสะสมของโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย และยังอุดมไปด้วยไขมัน และไฟเบอร์ ซึ่งจะช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น ทานได้น้อยลง ไขมันที่มีอยู่ในถั่วนั้นดีต่อสุขภาพอย่างมาก ช่วยเพิ่มไขมันที่ดีให้กับร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ แต่ก็ไม่ควรทานมากจนเกินไป ควรทานวันละไม่เกิน 1 กำมือ  

        น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าว นับว่าเป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย ช่วยป้องกันโรคร้ายได้หลายอย่าง ซึ่งกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวนั้น จะช่วยไปต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรีย และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ซึ่งมันมีผลโดยตรงต่อการลดน้ำหนัก เพียงแค่ทานน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน เพียงแค่นี้ ก็จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้แล้ว
         อโวคาโด สำหรับ อโวคาโด ถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีไขมันสูงมาก แต่ไขมันในอโวคาโดเป็นไขมันดี ซึ่งจะเป็นตัวป้องกัน ไม่ให้เรามีไขมันสะสมบริเวณเอว ทั้งยังช่วยลดการสะสมคอเลสตอรอลในร่างกายได้ เป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ นอกจากนี้มันยังอุดมไปด้วย วิตามินอี และยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินกว่า 20 ชนิด ลดน้ำหนักได้ง่ายยิ่งขึ้น แถมยังส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักส่วนเกิน และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องใช้เงินไปจ่ายค่าคอร์สลดน้ำหนักแพง ๆ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด
ขอบคุณที่มา : 5 อาหารช่วยลดน้ำหนัก มีประโยชน์ต่อร่างกาย

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การรับมือกับโรคมะเร็ง

การรับมือกับโรคมะเร็งในการทำงาน 
Coping with cancer and work

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งหรือต้องดูแลผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง สมดุลชีวิตระหว่างบ้านและที่ทำงานอาจได้รับผลกระทบจนรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากจะยอมรับ ซึ่งผลกระทบจะมีมากน้อยเพียงไร โดยทั่วไปแล้วก็ขึ้นอยู่กับชนิดของงานที่คุณทำ

สิ่งที่ต้องคำนึงเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็ง

คุณควรแจ้งหัวหน้างานหรือแผนกบุคคลให้ทราบโดยเร็วว่าคุณเป็นมะเร็ง เพราะโดยส่วนใหญ่คุณต้องหยุดงานบ่อยกว่าปกติเนื่องจากอาการป่วยหรือเพราะต้องไปตามนัดของแพทย์ คุณจึงควรปรึกษานายจ้างในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • อธิบายให้นายจ้างทราบว่ามะเร็งที่เป็นจะมีผลกระทบกับงานอย่างไร ซึ่งอาจต้องขอเอกสารจากแพทย์ประกอบคำอธิบายเพื่อให้มีความเข้าใจโดยง่าย
  • หากเป็นไปได้อาจเปลี่ยนงานที่ทำอยู่เป็นประจำ มาทำงานที่มีการยืดหยุ่นของเวลาในการทำงานมากขึ้น
  • ระเบียบและวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อคุณต้องหยุดพักงานเนื่องจากอาการป่วย
  • สิทธิและสวัสดิการการรักษาพยาบาล
  • การสนับสนุนและการให้คำปรึกษา
  • การช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อคุณจะกลับมาทำงานอีกครั้ง
การยังคงทำงานเป็นสิ่งดีที่จะช่วยดึงความคิดของคุณออกจากภาวะเจ็บป่วย และทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป
 
ข้อกังวลทางการเงิน

หากคุณทำงานได้น้อยลงหรือต้องหยุดงานเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อภาวะทางการเงินของคุณ ซึ่งการนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ อาจจะยิ่งทำให้ปัญหาภาวะทางการเงินแย่ลง ดังนั้นคุณควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ไว้ด้วย
  • ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการไปพบแพทย์ หรือจากภาระที่อาจเพิ่มขึ้นอื่นๆ
  • การจัดการกับรายได้ที่ลดลง
  • ความครอบคลุมประกันสุขภาพที่คุณมีอยู่
  • การชะลอแผนการใช้เงิน เช่น การย้ายบ้าน การท่องเที่ยว
  • แผนการเกษียณอายุรวมถึงเงินบำนาญ
คุณอาจเริ่มต้นด้วยการจัดทำเอกสารทางการเงินเพื่อระบุความต้องการทางการเงิน โดยอาจขอความช่วยเหลือจากเพื่อน คนในครอบครัว หรือองค์กรการกุศล เพื่อขอรับคำแนะนำและควรสำรวจหนี้สินในปัจจุบันว่ามีเท่าไหร่ รวมถึงการหารือกับเจ้าหนี้ให้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อรับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการทางการเงินของคุณ
สิ่งต่อไปนี้อาจช่วยในการบริหารจัดการทางการเงินของคุณได้
  • จัดทำแผนการเงิน โดยคำนวณรายรับและรายจ่าย ตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก
  • ตรวจสอบทรัพย์สินการจำนองต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับผลตอบแทนสูงสุด และควรคำนึงถึงอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรม
  • ตรวจสอบและเปลี่ยนผู้ให้บริการที่จำเป็นต่างๆ ภายในบ้าน ที่ทำให้คุณประหยัดมากที่สุด เช่น ตัวแทนจำหน่ายและจัดส่งก๊าซที่ใช้ในครัวเรือน
  • ตรวจสอบสิทธิการได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน เช่น เงินชดเชยกรณีไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการเจ็บป่วย ซึ่งคุณอาจมีสิทธิได้รับค่าจ้างหรือเงินชดเชยจากการเจ็บป่วย โดยควรปรึกษานายจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อขอรับสิทธิที่คุณควรได้จากหน่วยงานต่างๆ
 
การจัดการกับความเหน็ดเหนื่อยในที่ทำงาน

โรคมะเร็งและผลต่อเนื่องจากการรักษา มักทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลียกว่าปกติ อาจทำให้มีปัญหาขาดสมาธิในการทำงาน หรือรู้สึกมีแรงจูงใจน้อยในการทำงาน ง่วงนอนในระหว่างวันและอาจมีความบกพร่องในการตัดสินใจ ทั้งหมดนี้สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของคุณ
ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณเอาชนะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในการทำงานได้
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป ควรดื่มน้ำเปล่าแทนชาหรือกาแฟเพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นอยู่เสมอ
  • วางแผนการทำงานของคุณในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ แบ่งงานให้สอดคล้องกับแผนการรักษาที่แพทย์นัด
  • นอนหลับให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรนอนกลางวันตลอดทั้งวัน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ง่ายๆเช่นการเดิน โดยอาจกำหนดเป้าหมายว่าจะออกกำลังกายให้ได้ 150 นาที หรือ 2 ชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และได้พลังงานที่พอเพียง
  • จัดการกับเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เลือกวิธีการเดินทางไปทำงานที่ใช้เวลาน้อยลง หรือรับงานมาทำที่บ้าน
  • พักช่วงสั้นๆ ระหว่างทำงานเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายระหว่างวัน
  • ปรึกษานายจ้างหรือเพื่อนร่วมงานเพื่อช่วยลดภาระงานหรือสลับสับเปลี่ยนหน้าที่การทำงาน
 
การกลับเข้าทำงานใหม่

การต้องกลับไปทำงานหลังจากหยุดงานเป็นเวลานานอาจทำให้คุณรู้สึกหวั่นเกรง แต่การกลับไปทำงานได้อีกจะเป็นเครื่องช่วยยืนยันว่าการรักษาโรคกำลังเป็นไปอย่างราบรื่นและคุณกำลังจะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจะติดต่อสื่อสารให้นายจ้างรับทราบเกี่ยวกับอาการป่วยของคุณตลอดช่วงเวลาที่คุณหยุดพักรักษาตัวไป เพื่อที่นายจ้างจะได้เข้าใจและมีความคาดหวังที่ถูกต้องเมื่อคุณกลับจะเข้าทำงานอีกครั้ง
คุณสามารถกลับมาทำงานได้ง่ายขึ้นโดย
  • ปรึกษากับนายจ้างเรื่องการกลับมาทำงานและความช่วยเหลือต่างๆ ที่คุณต้องการ
  • ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานเป็นระยะ เพื่อให้รู้สึกว่าคุณยังเป็นส่วนหนึ่งของที่ทำงาน
  • การกลับไปทำงานอาจเริ่มจาก 2-3 วันต่อสัปดาห์และค่อยๆเพิ่มจนเป็นปกติ
  • หาทางปรับเปลี่ยนเวลาการทำงานที่เหมาะกับตัวคุณ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

โรคข้อเสื่อม



โรคข้อเสื่อม 
(Osteoarthritis)

     โรคข้อเสื่อม คือภาวะที่ส่งผลกระทบต่อข้อทำให้ข้อติด และปวดข้อ มักใช้เวลาดำเนินโรคหลายปี และมักเป็นในข้อที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ เช่น ข้อเข่า, ข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง เป็นต้น อย่างไรก็ตามโรคข้อเสื่อมอาจเป็นในข้อเล็กๆได้ เช่น นิ้วมือ, ข้อซอก และข้อไหล่ เป็นต้น โดยโรคข้อเสื่อมมักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่สามารถพบได้ในอายุน้อยเช่นกัน

   โรคข้อเสื่อมมีสาเหตุมาจากกระดูกอ่อนที่รองรับกระดูกนั้นขรุขระ และบางมากขึ้น เมื่อกระดูกเสียดสีกันมากขึ้นจะทำให้กระดูกงอกใหม่ เรียกว่า Osteophyte  ในบางครั้งเมื่อมีการอักเสบจึงทำให้น้ำเข้ามาสะสมทำให้เกิดอาการข้อบวมได้
  การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดข้อ ข้อติด และใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากมากขึ้น ทั้งนี้ความรุนแรงของอาการนั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละรายไป แม้ว่าไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาด แต่การรักษาจะช่วยลดอาการได้
อาการของโรคข้อเสื่อม

    ปวดลึกๆในข้อ, ขยับทิศทางข้อได้น้อยลง, ได้ยินเสียงจากข้อ(ได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บขณะขยับข้อ), ข้อเปลี่ยนรูป และมักมีอาการมากขึ้นช่วงเย็น(หลังจากการใช้งาน)

สาเหตุของโรคข้อเสื่อม

   ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป, อ้วน, พันธุกรรม, เคยบาดเจ็บบริเวณข้อ, มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ และโรคเกาต์

การวินิจฉัยโรคข้อเสื่อม

   แพทย์จะซักประวัติ และตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การขยับข้อเพื่อตรวจหาการอักเสบ และทิศทางของข้อที่สามารถขยับได้ นอกจากนั้นแพทย์จะส่งตรวจการถ่ายภาพทางรังสีบริเวณข้อนั้นๆ เพื่อหาลักษณะที่จำเพาะต่อโรคข้อเสื่อม

การรักษาโรคข้อเสื่อม

    โรคข้อเสื่อมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตามมีการรักษาหลายแนวทางที่ช่วยลด และควบคุมอาการได้
    - การดูแลตนเอง ได้แก่ การมีน้ำหนักที่เหมาะสม, ออกกำลังกายเป็นประจำ, ใส่รองเท้าที่นุ่ม และหนา เป็นต้น
    - การรักษาด้วยยา ได้แก่ การใช้ยาแก้ปวดทั้งชนิดกิน และทา
    - การรักษาโดยการผ่าตัด จะเลือกใช้เมื่อมีอาการปวดรุนแรง และไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยการผ่าตัดสาข้อเทียม
   - การรักษาทางเลือก เช่น การกิน Glucosamine ซึ่งช่วยได้ในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น     












วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โรคตับแข็งจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โรคตับแข็งจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
Alcohol-induced cirrhosis

ภาวะตับแข็งเกิดจากเซลล์ของตับถูกแทนที่โดยเนื้อเยื่อพังผืด ทำให้ลักษณะเนื้อเยื่อตับที่ควรเรียบจะกลายเป็นก้อนและแข็งขึ้น นอกจากการดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดโรคตับแข็งแล้ว ยังมีสาเหตุของโรคตับแข็งมีหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อตับอักเสบชนิด B หรือชนิด C และการเป็นโรคทางพันธุกรรมเกี่ยวกับตับบางอย่าง

การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะเริ่มทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับตับ เช่น โรคไขมันสะสมในตับ (Fatty liver disease) ซึ่งเป็นโรคตับที่ไม่รุนแรงและสามารถหายเป็นปกติได้ถ้าหยุดดื่ม แต่ถ้ายังมีการดื่มต่อเนื่องก็จะทำให้เป็นโรคที่รุนแรงขึ้น เช่น โรคตับอักเสบ หรือโรคตับแข็งซึ่งเป็นโรคตับจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รุนแรงที่สุด

โรคตับแข็งแบ่งเป็นได้เป็นโรคตับแข็งระยะต้น (Compensated cirrhosis) และโรคตับแข็งระยะท้าย (Decompensated cirrhosis) ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีโรคตับแข็งระยะต้นจะมีอาการน้อยหรืออาจไม่มีอาการเลย แต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมก็มีแนวโน้มที่จะมีการดำเนินของโรคไปเป็นโรคตับแข็งระยะท้ายที่จะมีอาการรุนแรงและมักมีภาวะแทรกซ้อน

อาการของโรคตับแข็งที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในระยะแรกของโรคตับแข็งอาจไม่มีอาการใด ๆ เลยนอกจากผลการตรวจเลือดที่บ่งบอกความผิดปกติหรืออาจจะมีอาการต่อไปนี้
  • รู้สึกไม่สบาย เบื่ออาหาร อยากอาเจียน
  • คันตามผิวหนัง
  • น้ำหนักตัวลดลง
เมื่อโรคดำเนินต่อเนื่องอาการที่มีอาจรวมถึง:
  • สีผิวหนังและสีของตาขาวออกสีเหลืองที่เรียกว่าดีซ่าน
  • ช่องท้องและขาบวม
  • กล้ามเนื้อลีบเล็กลง
  • ปรากฏเส้นเลือดฝอยเหมือนแมงมุมบนผิวหนัง
  • ผิวหนังช้ำและมีเลือดออกง่าย
  • อาเจียนเป็นเลือดหรือมีเลือดในอุจจาระ
  • รู้สึกสับสนหรือความจำไม่ดี
  • อุณหภูมิร่างกายสูงจากการมีไข้เพราะมีการติดเชื้อ
  • การเปลี่ยนแปลงที่แสดงลักษณะทางเพศ เช่น ในผู้ชายอาจสังเกตเห็นว่าเส้นขนตามร่างกายน้อยลง ลูกอัณฑะฝ่อเล็กลง (testicular atrophy) และมีเนื้อเยื่อเต้านมมากขึ้น (gynaecomastia) ถ้าเป็นผู้หญิงอาจจะมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ
ภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็งที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เนื้อเยื่อที่เป็นพังผืดจะขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงตับ ทำให้หลอดเลือดดำพอร์ทอลที่เชื่อมต่อระหว่างลำไส้และตับมีความดันสูงขึ้น (Portal hypertension) ความดันที่สูงนี้จึงดันเลือดที่จะไหลไปที่หัวใจให้ไหลผ่านเส้นเลือดอื่นแทนที่จะผ่านตับ เป็นผลทำให้มีการขยายของเส้นเลือดในเยื่อบุกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร เกิดเป็นภาวะเส้นเลือดขอด (varices) ซึ่งถ้ามีเลือดออกด้วยอย่างช้าๆ ก็จะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และยังเป็นภาวะเสี่ยงที่จะมีเลือดออกอย่างรุนแรงที่ต้องรักษาฉุกเฉิน

โรคตับแข็งนอกจากสามารถนำไปสู่??ภาวะตับวาย (Liver failure) แล้ว ยังสามารถนำไปสู่กลุ่มอาการโรคไตเนื่องจากโรคตับ (Hepatorenal syndrome) และสมองทำงานผิดปกติ (Encephalopathy) ได้ อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งตับด้วย

สาเหตุของการเกิดโรคตับแข็งจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

โดยปกติแล้วเนื้อเยื่อตับสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่ถ้าเซลล์ได้รับความเสียหายมากเกินไปก็จะกลายเป็นเหมือนแผลเป็นที่เป็นพังผืดถาวร ส่งผลให้ตับไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถของตับในการกำจัดสารเคมีและยาต่างๆ ออกไปจากร่างกายลดลง ซึ่งอาจทำให้เกิดสารที่เป็นสารพิษหรือสารอันตรายตกค้างอยู่ในร่างกาย

การวินิจฉัยของโรคตับแข็งที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเกี่ยวกับตับ (Hepatologist) จะถามเกี่ยวกับอาการและอาจตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการดังต่อไปนี้
  • การตรวจเลือดรวมถึงการทดสอบการทำงานของตับ
  • การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ หรือเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วย CT scan หรือ MRI
  • การตรวจชิ้นเนื้อตับ (Liver biopsy)
การรักษาโรคตับแข็งจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดูแลตนเอง

แม้ว่าโรคตับแข็งจะไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่คุณก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น โดยวิธีที่ดีที่สุดคือการหยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากคุณพบว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะหยุดดื่มก็ควรปรึกษาแพทย์

การใช้ยารักษา

แพทย์สามารถให้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีความดันโลหิตเส้นเลือดดำพอร์ทอลสูง (Portal hypertension) คุณอาจจะได้รับยาลดความเสี่ยงของการมีเลือดออก หรือหากมีอาการบวมในช่องท้อง แพทย์อาจให้ยาขับปัสสาวะเพื่อช่วยขจัดน้ำออกไป

ศัลยกรรม

การปลูกถ่ายตับจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะตับวาย ซึ่งหากได้รับการปลูกถ่ายตับคุณต้องหยุดดื่มแอลกอฮอล์ไปตลอดชีวิต

การป้องกันโรคตับแข็งที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วิธีที่ดีที่สุดคือการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มโดยมีคำแนะนำดังนี้
  • ผู้หญิงไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมากกว่า 2-3 หน่วยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อวัน
  • ผู้ชายไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมากกว่า 3-4 หน่วยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อวัน
ตัวอย่างต่อไปนี้จะช่วยให้คุณรู้ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่ม
  • น้ำผลไม้ที่มีแอลกอฮอล์ 6% ปริมาณ 1 ไพน์ (568 มิลลิลิตร) จะเทียบเท่าแอลกอฮอล์ 3.4 หน่วย
  • เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 5% ปริมาณ 1 ไพน์ (568 มิลลิลิตร) จะเทียบเท่าแอลกอฮอล์ 2.8 หน่วย
  • ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ 13% ปริมาณ 1 แก้วมาตรฐาน (175 มิลลิลิตร) จะเทียบเท่าแอลกอฮอล์ 2.3 หน่วย
  • ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ 12% ปริมาณ 1 แก้วขนาดใหญ่ (250 มิลลิลิตร) จะเทียบเท่าแอลกอฮอล์ 3 หน่วย
  • เหล้าที่มีแอลกอฮอล์ 40% ปริมาณ 1 หน่วยตวง (25 มิลลิลิตร) จะเทียบเท่าแอลกอฮอล์ 1 หน่วย

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคหลอดเลือดหัวใจ






อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้พัฒนาอย่างช้า ๆ ใช้เวลาหลายปี การหายใจเหนื่อยหอบเมื่อออกกำลังกายเป็นสิ่งเดียวที่เป็นอาการของโรค ทำให้ไม่ทราบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจนกระทั่งมีอาการเจ็บหน้าอก (angina) หรือมีอาการหัวใจวาย
 
เจ็บหน้าอก อาการเจ็บหน้าอกเกิดเมื่อเลือดที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือชะงักไป  อาการนี้มักเกิดเมื่อออกแรงมาก ๆ หรือมีอารมณ์โกรธหรือจิตใจเครียด  นอกจากนี้ยังอาจเกิดเมื่อถูกอากาศเย็น ๆ หรือหลังรับประทานอาหารอิ่มจัด อาจมีอาการดังต่อไปนี้  ความรู้สึกไม่สบายหรือจุกแน่นยอดอก  เจ็บร้าวที่คอ ขากรรไกร ลำคอ หลัง หรือแขน  เหนื่อยหอบ หายใจขัด อาการมักเป็นนาน ๒-๓ นาที แล้วหายไปเมื่อได้พัก หรือหยุดกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุชักนำ บางครั้งก็หายไปเองเมื่อออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ
 
หัวใจวาย การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจทำให้ปิดกั้นหลอดเลือดแดงอย่างสมบูรณ์  เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจวาย อาการหัวใจวายเกิดได้โดยไม่ต้องมีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการอื่น ๆ มาก่อน และอาจรวมถึงอาการเหล่านี้  รู้สึกหนักหรือบีบเค้นในใจกลางของหน้าอก  เจ็บร้าวแพร่กระจายไปยังแขน  คอ ขากรรไกร ใบหน้า หลัง หรือท้อง  รู้สึกวิงเวียน  หายใจขัด เหงื่อแตก ความรู้สึกป่วยหรืออาเจียน  เป็นไปได้ว่าคนไข้อาจไม่มีอาการใด ๆ เรียกว่า กล้ามเนื้อหัวใจตาย และเป็นความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่
 
หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจอ่อนแอและนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหมายถึงไม่แข็งแรงพอที่จะสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เหนื่อยได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ข้อเท้าและขาบวมได้
 
หัวใจเต้นผิดจังหวะ หากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับความเสียหายหรือตาย อาจจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ (จังหวะ) ซึ่งอาจค่อย ๆ พัฒนาไปเมื่อโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นมากขึ้น อาจจะรู้สึกใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง หรืออาจจะไม่สังเกตเห็นมันเลยก็ได้ ภาวะที่ร้ายแรงที่สุดคือ อาจจะทำให้หัวใจหยุดเต้นโดยสิ้นเชิง (หัวใจวาย)
 
สาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากการสะสมของไขมันบนผนังหลอดเลือดแดง พบมากในผู้สูงอายุ ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีดังนี้  การสูบบุหรี่  การมีน้ำหนักเกิน การดำเนินชีวิตอย่างเฉื่อยชา  เป็นโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  คอเลสเตอรอลสูง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป  ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ
รับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ความเครียดและภาวะซึมเศร้า
 
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ  แพทย์จะสอบถามอาการและตรวจร่างกาย สอบถามเกี่ยวกับประวัติความเจ็บป่วย และอาจให้เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับไขมัน คอเลสเตอรอล น้ำตาล และโปรตีน  วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง  การเอ็กซเรย์ทรวงอก เป็นต้น 
 
ทางเลือกสำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ  มีทางเลือกในการรักษาหลายทางขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนบุคคล เช่น

       การดูแลตัวเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอาจจะช่วยลดอาการ หรือป้องกันอาการหัวใจวาย แต่มักจะไม่เพียงพอ  แพทย์อาจจะยังแนะนำให้ใช้ยาและรับการรักษาอื่น ๆ
 
       การใช้ยา ยาใช้ลดอาการ ทำให้อาการไม่เลวร้ายลง หรือป้องกันหัวใจวายในอนาคต  มียาหลากหลายที่ใช้ในการรักษาโดยตัวยาทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยาที่นิยมใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่  ยาต้านการแข็งตัวของเลือด  เช่นแอสไพริน
ยาลดคอเลสเตอรอล เช่น ยากลุ่ม statin,  Beta-blockers,  ACE inhibitors, Angiotensin II,  Anticoagulants, ไนเตรท, Antiarrhythmic,  Nicorandil, Ranolazine เป็นต้น หากใช้ยาแล้วยังไม่เพียงพอ แพทย์อาจแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ  เพื่อหารือเกี่ยวกับการรักษาวิธีอื่น ๆ เช่น  การใส่สายสวนหลอดเลือดหัวใจ และการผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
 
       การป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ  โดยการดำเนินชีวิตอย่างถูกสุขอนามัย งดสูบบุหรี่  ลดน้ำหนักส่วนเกิน  ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ
เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

บทความที่ได้รับความนิยม