วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

วัยรุ่นไทยกับการใช้ถุงยางอนามัย



จากการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. 2552 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แม้จะพบว่าวัยรุ่นไทยที่มีอายุ 15-24 ปี ร้อยละ 31.4 เคยใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่กลับมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
กล่าวคือวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เคยใช้ถุงยางอนามัย ร้อยละ 42.0 ลดลงเหลือร้อยละ 28.4 ในกลุ่มอายุ 20-24 ปี จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะการที่เยาวชนเหล่านี้เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยโดยไม่ป้องกัน จะส่งผลให้เกิดปัญหา “แม่วัยรุ่น” ตามมาได้



    การที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกระแสวัฒนธรรมตะวันตก สังคมไทยควรที่จะใส่ใจอบรมดูแลบุตรหลานกันให้ใกล้ชิด เริ่มจากวาเลนไทน์นี้กันเลย มาช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อวันวาเลนไทน์เสียใหม่ โดยชี้แนะแนวทางให้วัยรุ่นหันมาแสดงความรักต่อกันอย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับวัย หรืออย่างน้อยก็มาร่วมรณรงค์ให้คู่รักแสดงความรักโดยการถือเอาวันนี้เป็นวันของการเริ่มต้นแห่งการสร้าง “ครอบครัว” ที่อบอุ่นกันดีกว่า

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556







ศูนย์ทดสอบนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เตือนผู้บริโภคในการซื้อ "กาแฟลดน้ำหนัก" หลังจากประเทศเยอรมันตรวจพบ "สารไซบูทรามีน" ในกาแฟลดน้ำหนักจากประเทศไทย
จากการเผยแพร่ข่าวประเทศเยอรมันตรวจพบ "สารไซบูทรามีน" ในกาแฟลดน้ำหนักจากประเทศไทยนั้น ศูนย์ทดสอบนิตยสารฉลาดซื้อ จึงขอเตือนผู้บริโภคในไทยให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อกาแฟลดน้ำหนักด้วย เนื่องจากเสี่ยงต่อสารต้องห้าม
ซึ่งจากผลการทดสอบกาแฟลดน้ำหนักที่เผยแพร่ลงในนิตยสารฉลาดซื้อประจำเดือนมีนาคม 2555 ฉบับที่ 133 กาแฟลดน้ำหนัก ได้จริงหรือ!! รายงานถึงผลการศึกษาเรื่องนี้ว่า กาแฟที่ลดน้ำหนักได้นั้นคือ กาแฟที่มีส่วนผสมของยาลดน้ำหนักซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในอาหารทุกประเภท
ก่อนหน้านี้ สารไซบูทรามีนเป็นยาควบคุมพิเศษที่ใช้กับผู้ป่วยโรคอ้วน (คือหมายถึง คนที่ป่วยจริงๆ ไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองอ้วนหุ่นไม่ดีแล้วอยากจะลดน้ำหนัก) แต่เพราะความรุนแรงของสารตัวนี้มีผลถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดทำงาน และการที่มีผู้ไม่หวังดีนำสารไซบูทรามีนไปใส่ในอาหารเสริมแล้วอ้างสรรพคุณว่า ดื่มแล้วช่วยให้น้ำหนักลดซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทำให้ อย. ต้องตัดสินใจประกาศยกเลิกตำรับยาชนิดนี้ แต่ก็ยังมีคนนำสารไซบูทรามีนมาใส่ในผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยลดความอ้วน ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงกาแฟด้วย 
อย่างที่ อย. เคยตรวจพบในกาแฟสำเร็จรูปนำเข้าจากจีนยี่ห้อหนึ่ง เมื่อช่วงปลายปี พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงทั้งการดื่มกาแฟและผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า ดื่มแล้วช่วยทำให้น้ำหนักลดทุกชนิดโดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีเลขมาตรฐานอาหารของ อย. เพราะเราอาจกำลังเสี่ยงอันตรายจากสารไซบูทรามีนโดยไม่รู้ตัว 
ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ขอเตือนผู้บริโภคที่จะซื้อกาแฟลดน้ำหนัก ตามคำกล่าวอ้างสรรพคุณลดน้ำหนักได้รวดเร็วเห็นผลทันใจ อาจทำให้หัวใจหยุดทำงานได้อย่างเฉียบพลัน ดังนั้น หากผู้บริโภคพบเห็นหรือไม่ แน่ใจว่ากาแฟลดน้ำหนักที่ผู้บริโภคจะซื้อหามาทานนั้นจะมีสารไซบูทรามีนหรือไม่ ให้ผู้บริโภคแจ้งไปยัง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทดสอบนิตยสารฉลาดซื้อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สปสช.แนะปีใหม่ป่วยฉุกเฉินรักษาได้ทุกโรงพยาบาล





                   สำหรับประเภทการบริการนั้นแบ่งเป็นเข้ารับบริการผู้ป่วยนอกจำนวน 1,748 รายหรือร้อยละ 13.6 เข้ารับบริการผู้ป่วยในมีจำนวน 11,000 ราย หรือร้อยละ 85.6 โดยแยกเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนมีจำนวน 8,157 รายหรือร้อยละ 63.5 ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจำนวน 4,665 รายหรือร้อยละ 36.3 โดยอาการหรือโรคที่เข้ารับบริการส่วนใหญ่ คือ หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ติดเชื้อในกระแสเลือด หัวใจหยุดเต้น มีเลือดออกในสมอง เป็นต้น ขณะที่พื้นที่ที่ให้บริการสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร 5,451 ราย หรือร้อยละ 42.4 โดยที่สปสช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยชำระเงินกลางแทน 3 กองทุน จ่ายเงินชดเชยแล้วจำนวน 10,352 ราย เป็นเงิน 205,404,774 บาท ที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ
 “ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่ ซึ่งมีการเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก เมื่อประสบเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตสามารถเข้ารักษาได้ทุกรพ.ที่อยู่ใกล้ โดยแต่ละรพ.ที่ให้การรักษาให้เบิกจ่ายมายังสปสช. ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นศูนย์กลาง ได้รับบริการเพื่อช่วยชีวิตและลดความพิการ โดยไม่ต้องถามสิทธิ์ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้เน้นในกลุ่มที่ผู้ป่วยวิกฤติ คือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติและเร่งด่วน เน้นบริการฉุกเฉินที่รพ.เอกชนนอกระบบ 3 กองทุนสุขภาพ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วน สปสช.1330 หรือ สายด่วน 1669 ได้ทั่วประเทศ”

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาหารในโรงเรียนตกมาตรฐาน ทำเด็กไทยไม่ทันเพื่อนบ้าน

นักวิชาการเรียกร้องให้ทบทวนยกเครื่องใหม่นโยบายอาหารในโรงเรียน ยันงบประมาณ 13 บาทยังไม่พอซื้อวัตถุดิบ







ด้าน อาจารย์อุไร อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์จากโรงเรียนสวนส้มจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า เป็นการยากที่จะให้โรงเรียนจัดอาหารตามมาตรฐานได้ แม้ว่าจะพยายามบริหารจัดการอย่างดีที่สุดแล้ว แต่งบประมาณ 13 บาทต่อวันที่ได้รับนั้นไม่เหมาะสมกับความเป็นจริงในปัจจุบัน โรงเรียนไม่สามารถจัดให้เด็กได้ทานอาหารที่มีคุณภาพได้แค่ค่าวัตถุดิบก็ยังไม่พอ แต่ทางโรงเรียนยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนค่าแรงแม่ครัว ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ และหากจะให้มีแม่ครัวที่มีคุณภาพมีความรู้ทางโภชนาการพอก็คงต้องมีการลงทุนมากกว่านี้
          น.พ. ธีรพล โตพันธานนท์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ากรมอนามัยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านวิชาการ ผ่านทางสื่อนวัตกรรมของกรม การอบรมเพื่อให้บุคลกรที่เกี่ยวข้องมีความรู้และมีการประเมินพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งการบูรณาการความรู้ด้านโภชนาการในหลักสูตรการเรียนการสอนและการจัดอาหารเสริมที่มีความจำเป็นแก่เด็กกลุ่มเสี่ยงเช่น ยาเสริมธาตุเหล็ก โดยมีเป้าหมายให้โรงเรียนสามารถจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพแก่เด็กทุกคน และมีการควบคุมอาหารว่าง อาหารที่ไม่มีประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
           นายสง่า ดามาพงศ์ เครือข่ายโภชนาการสมวัย เผยว่า การพัฒนาระบบการจัดอาหารในโรงเรียนของประเทศไทยถือเป็นความท้าทายของสังคมไทย ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะภาคการศึกษาและสาธารณสุขเท่านั้น ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีความความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันให้มีการยกเครื่องระบบอาหารภายในโรงเรียน ทั้งระบบทรัพยากร งบประมาณ และ การบริหารจัดการ เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยมีพัฒนาการที่สมวัยและเป็นทรัพยากรที่สำคัญในอนาคต

บทความที่ได้รับความนิยม