วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เตือนผู้บริโภค สารเร่งเนื้อแดงอันตราย




ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมบริโภคหมูเนื้อแดง ไม่มีมัน เนื่องจากกลัวโรคอ้วน หรือกลัวสารคลอเรสเตอรอลที่มีผลร้ายต่อสุขภาพ จึงทำให้ฟาร์มสุกรต้องผลิตเนื้อหมูที่มีลักษณะสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค คือ มีเนื้อแดงมาก และมีไขมันต่ำ
โดยปัจจุบันพบว่า มีการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง หรือสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ ในหมู วัว และสัตว์ปีก ได้แก่ เคลนบิวรอล และซาลบิวทามอล ซึ่งมีผลข้างเคียง คือทำให้ชั้นไขมันลดลง และเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อ หรือเนื้อแดง เมื่อใช้สารในปริมาณมาก ผู้บริโภคซื้อเนื้อหมู หรือเนื้อโคที่มีสารเร่งนี้ จะทำให้มีการขยายตัวของหลอดลม หลอดเลือด มีผลทำให้กล้ามเนื้อสั่น กระตุ้นการเต้นของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนและปวดศีรษะ จึงต้องระมัดระวังการใช้สารนี้ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ, โรคลมชัก, โรคเบาหวาน และสตรีมีครรภ์
จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า อันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ (Beta Agonists) โดยสารเบต้าอะโกนิสท์นั้นเป็นสารต้องห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาหารสัตว์ ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดและต้องโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท เนื่องจากเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ทำให้หัวใจทำงานหนัก เต้นผิดปกติ อันตรายสูงกับคนที่เป็นโรคหัวใจ ความดัน และเบาหวาน
อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก มือสั่น ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ กระวนกระวายและคลื่นไส้ อาเจียนได้ ตลอดจนมีผลกับหญิงมีครรภ์ เพราะจะกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกในระบบอวัยวะสืบพันธ์สตรีอีกด้วย โดยในประเทศฝรั่งเศส มีคนตายจากการบริโภคตับโคที่ปนเปื้อนสารเบต้าอะโกนิสท์ ชนิดบิวเทอรอล 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่าสารในกลุ่มนี้ บางชนิดเป็นสารก่อให้เกิดเนื้องอกและมะเร็งด้วย
ในปัจจุบันยังมีการลักลอบใช้สารนี้ในอาหารหรือน้ำให้สุกรและโคเนื้อ เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดชั้นไขมันให้บางลง จึงเป็นที่สนใจของผู้บริโภคที่ไม่ทราบถึงอันตรายจากสารที่ตกค้างอยู่ในเนื้อที่ซื้อไปบริโภค เพราะถึงแม้จะทำให้สุกแล้วก็ไม่สามารถกำจัดสารให้หมดไปได้
นอกจากนี้ สารกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ ยังเป็นสารต้องห้ามของประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของไทย คือ ประเทศสหภาพยุโรป (อียู) และประเทศอื่นๆ หากพบในผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจะถูกระงับการนำเข้า สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและเสียชื่อเสียงของประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากฟาร์ม ผู้จำหน่ายสารดังกล่าว ตลอดจนผู้บริโภค ช่วยหาทางหยุดยั้งการจำหน่ายหรือใช้สารดังกล่าวในการเลี้ยงสัตว์และหน่วยงานของภาครัฐจะต้องดำเนินการในทุกด้านอย่างจริงจัง เข้มงวด และต่อเนื่อง เพื่อหยุดยั้งการใช้สารนี้ให้ผู้บริโภคปลอดภัยต่อไป
"สารกลุ่มนี้มีทั้งหมดไม่น้อยกว่า 20 ชนิด แต่ที่มีข้อมูลพบว่าใช้กันในไทยแน่นอนแล้ว 4 ชนิด คือ เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol), ซัลบูทามอล (Salbutamol), แรคโตปามิน (Ractopamine) และซิลพาเทอรอล (Zilpaterl) และที่นิยมใช้มากที่สุดคือ Salbutamol และ Ractopamine
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดหลัง มีแนวโน้มว่าจะมีการใช้กันมากขึ้น ลักษณะการนิยมใช้ผสมในอาหารสุกร ประมาณ 3-8 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร ส่วนในโคจะมีการใช้ในระดับปริมาณที่สูงถึง 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่ามีการผสมในน้ำให้สัตว์กินอีกด้วย และจากการที่ตรวจตัวอย่างอาหารสัตว์และน้ำที่ให้สัตว์กิน พบว่าการใช้ในสุกรได้ลดลงมาก ส่วนในโคยังคงมีการใช้สารเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 50%"
การดำเนินการที่ผ่านมานั้น มีปัญหาและอุปสรรคมากมาย เนื่องจากมีการใช้สารกันมานานมาก ผู้จำหน่ายสารเข้าใจวิธีการหลบหลีกทีหนีทีไล่เป็นอย่างดี และเป็นเครือข่ายกับฟาร์ม อีกทั้งเคยชินกับการดำเนินการของรัฐ ทำให้มีผู้ฝ่าฝืนอยู่กลุ่มหนึ่ง จึงลำบากต่อการดำเนินการของรัฐยากยิ่งขึ้น เนื่องจากคนในพื้นที่รู้จักมักคุ้น เกรงใจ บางฟาร์มยังมีอิทธิพล และยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณ การจัดซื้อยาชุดทดสอบสารที่ล่าช้าไม่สอดคล้องกับแผนงาน, ห้องแล็บตรวจสารยังคงมีผลวิเคราะห์ที่ยังขาดการยอมรับจากฟาร์ม
 ฉะนั้น ควรเพิ่มมาตรการแก้ปัญหาในเรื่องความร่วมมือบูรณการจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายปกครองในพื้นที่ที่ควรเกี่ยวข้องรับรู้ร่วมมือแก้ปัญหาด้วย และให้กลุ่มสมาคมต่างๆ ตลาด ผู้บริโภค เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ห้องแล็บส่วนภูมิภาคต้องก้าวหน้า มีเครื่องมือที่พร้อม ทันสมัยกว่าปัจจุบัน มีมาตรฐานใกล้เคียงกับ สตส. หรือหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น
จากความเข้มงวดในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ ทำให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงของผู้เลี้ยงสุกรลดลง อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดง จะต้องอาศัยความร่วมมือของเกษตรกรที่ต้องมีจิตสำนึกที่ดีต่อผู้บริโภค ไม่ใช้ยา หรือสารที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและผู้บริโภค
ต้องรู้จักเลือกซื้อเนื้อสุกรที่สะอาดปลอดภัย โดยให้เลือกซื้อเนื้อสุกรที่มีมันหนาบริเวณสันหลัง เมื่ออยู่ในลักษณะตัดขวาง จะมีมันแทรกระหว่างกล้ามเนื้อเห็นได้ชัดเจน เนื้อสุกรปกติเมื่อหั่นทิ้งไว้จะพบน้ำซึมออกมาบริเวณผิว แต่เนื้อที่มีสารเร่งเนื้อแดงจะมีลักษณะค่อนข้างแห้ง ส่วนของ 3 ชั้น ปกติจะมีเนื้อแดง 2 ส่วน ต่อมัน 1 ส่วน (33%) แต่เนื้อสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะมีปริมาณเนื้อแดงสูงถึง 3 ส่วน ต่อมัน 1 ส่วน (25%) และเนื้อจะมีสีแดงคล้ำกว่าปกติ
ควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ หรือมีป้ายรับรองจากหน่วยราชการ เช่น ป้ายทองอาหารปลอดภัย หรือตรารับรองของกรมปศุสัตว์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ได้เนื้อหมู หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ มาบริโภคได้อย่างปลอดภัย

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เตือนไข้มาลาเรียอาจกลับมา



กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนให้ระวังโรคไข้มาลาเรียเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงให้ป้องกัน เผยภาคใต้มีผู้ป่วยสูงสุด








นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง สถานการณ์โรคมาลาเรียในประเทศไทยว่าจากรายงานเฝ้าระวังโรคโดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 15 พฤศจิกายน56 พบมีผู้ป่วยโรคมาลาเรีย 13,022 ราย และเสียชีวิต 9 รายจาก 75 จังหวัด คิดเป็นอัตราป่วย 20.50 ต่อแสนประชากร และอัตราตาย 0.01 ต่อแสนประชากรผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรร้อยละ 41 รองลงมาคือ นักเรียนร้อยละ 23 และรับจ้างร้อยละ 17 ส่วน กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 15-24 ปี ร้อยละ 23 รองลงมา คืออายุ 25-34 ปี ร้อยละ18 และอายุ 35-44 ปี ร้อยละ 14 ตามลำดับ
ภาคที่มีผู้ป่วยสูงสุดคือภาคใต้ 3,940 ราย (อัตราป่วย 81.09 ต่อแสนประชากร) ภาคเหนือ 1,634 ราย(อัตราป่วย 26.74 ต่อแสนประชากร) ภาคกลาง 1,076 ราย (อัตราป่วย 7.80 ต่อแสนประชากร)ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 730 ราย (อัตราป่วย 4.91 ต่อแสนประชากร) เมื่อจำแนกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ยะลา ระนอง ตาก แม่ฮ่องสอนและชุมพร ส่วนจังหวัดที่ไม่มีรายงานผู้ป่วย คือสิงห์บุรี และแพร่นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมการป้องกันควบคุมโรคไข้มาลาเรียอย่างเข้มแข็งด้วยการ 1. ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ และสำรวจผู้ไปประกอบอาชีพจากต่างถิ่น 2. ขอความร่วมมือ อสม.แจ้งบอกกล่าวสถานที่เข้ารับบริการตรวจหาเชื้อไข้มาลาเรีย 3. แนะนำประชาชนให้นอนกางมุ้งและทายากันยุง ป้องกันการถูกยุงกัด 4. เฝ้าระวังผู้ป่วยต่อไปอีก 60 วัน หลังพบผู้ป่วยรายสุดท้าย 5. ฝึกอบรม "เรื่องการเจาะโลหิตหาเชื้อไข้มาลาเรีย" แก่อสม.และ 6. บุคลากรทางการแพทย์ให้ซักประวัติการเดินทางของผู้ป่วยที่มารับการรักษาด้วยอาการไข้หนาวสั่น เป็นต้นซึ่งการดำเนินมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลให้การควบคุมการระบาดของโรคมาลาเรียทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"สำหรับวิธีป้องกันตนเองจากโรคมาลาเรียนั้น ง่ายๆ คือ ต้องไม่ให้ยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะนำโรคมาลาเรียกัด สำหรับผู้ที่อาศัยหรือผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณที่เป็นภูเขาสูง ป่าทึบ และมีแหล่งน้ำลำธาร ซึ่งเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ของยุงก้นปล่อง อาจเสี่ยงเป็นโรคมาลาเรียได้
ควรเตรียมมุ้งหรือเต้นท์ชนิดที่มีตาข่ายกันยุงสำหรับกางนอนไปด้วย ก่อนจะออกไปทำงานหรือไปกรีดยางในสวนยางพาราควรทายากันยุงที่แขน ขา ใบหู หลังคอ ควรสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวสีอ่อนๆ เพราะการใส่เสื้อผ้าสีทึบจะดึงดูดความสนใจให้ยุงกัดได้มาก หลังกลับจากกรีดยางหรือทำงานในป่า หากมีอาการหนาวสั่น  มีไข้  ปวดศีรษะ ผิวหนังซีด อาเจียนเบื่ออาหาร หรือปวดศีรษะมาก อาจปวดลึกเข้าไปในกระบอกตา กระสับกระส่าย เพ้อ กระหายน้ำชีพจรเต้นเร็ว คลื่นไส้อาเจียน มีเหงื่อออกชุ่มตัว ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพร้อมแจ้งประวัติการเข้าป่า เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
โดยการตรวจเลือดหาเชื้อมาลาเรีย และได้รับการรักษาที่รวดเร็ว โรคนี้มียารักษาหายหากรักษาเร็วจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตได้ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาและทำให้อาการของโรครุนแรงยิ่งขึ้น ประชาชนที่มีความสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422"  อธิบดีฯ

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เผยรถเมล์เสี่ยงติดวัณโรค 30%

สำนักอนามัย กทม. เผยพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ และพนักงานเก็บสตางค์ รถเมล์เสี่ยงติดวัณโรคมากถึง 30% และมีโอกาสแพร่เชื้อโรคไปยังผู้โดยสาร



นางวันทนีย์  วัฒนะ  ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. เปิดเผยว่า จากสถิติพบว่า พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ และพนักงานเก็บสตางค์  เป็นกลุ่มที่มีภาวะติดเชื้อวัณโรคมากถึง 30% ซึ่งมีโอกาสแพร่เชื้อโรคไปยังผู้โดยสารมากที่สุด เนื่องจากต้องอยู่สภาวะในที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เป็นเวลานาน เชื้อวัณโรคจึงสามารถแพร่กระจายไปวงกว้าง  เพราะเชื้อวัณโรคเป็นเชื้อโรคที่แพร่กระจายไปตามอากาศและลมหายใจ สำหรับบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ  เช่น  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอชไอวี (HIV) จึงตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อได้ง่าย 
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคัดกรองโรคให้กับกลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะเป็นประจำทุกปี  เพื่อตรวจหาภาวะโรคติดต่อ หากพบการติดเชื้อควรจะต้องหยุดงานทันที  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค แต่หากไม่สามารถหยุดได้จะต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกัน คือผ้าปิดปากที่สามารถใช้ป้องกันได้
นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับเชื้อจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี โดยในระยะแรกคือการรักษาอย่างเข้มงวด ผู้ที่ได้รับเชื้อโรคจะต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ส่วนระยะ 4 เดือนต่อมาผู้ได้รับเชื้อจะต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงควรจะตรวจคัดกรองโรค โดยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัด กทม.ใกล้บ้านฟรี



















เน้นผักผลไม้ 5 สี ล้างผักไม่สะอาดเสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง



กระทรวงสาธารณสุข แนะวิธีการกินเจเพื่อให้มีสุขภาพดี โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ สะอาด ถูกหลักโภชนาการ และอาหารปลอดภัย เน้นให้ผู้บริโภครับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกผักผลไม้ที่มีความหลากหลาย หรือให้ครบ 5 สี พร้อมทั้งให้ความสำคัญด้านความสะอาดล้างผักและผลไม้ทุกครั้งก่อนนำมารับประทานเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ย้ำผู้ประกอบการต้องปรุงอาหารให้ถูกหลักสุขาภิบาลเพื่อการสร้างสุขภาพที่ดี

 การกินเจเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการยึดหลัก 3 ประการ คือ 
1) ความสะอาด ด้วยการดูแลความสะอาดตั้งแต่กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ โดยเฉพาะการล้างผักและผลไม้เพื่อป้องกันสารเคมีและยาฆ่าแมลงตกค้างด้วยการลอกเปลือกด้านนอกออกล้างผ่านน้ำก๊อกที่ไหลนาน 2 นาที หรือแช่ในน้ำผสมเกลือ หรือน้ำผสมน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้นาน 10-15 นาที หรือแช่ในน้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 กะละมัง หรือน้ำประมาณ 4 ลิตร
จากนั้นนำมาผักและผลไม้มาล้างน้ำสะอาดอีก 2-3 ครั้ง เพื่อให้สารพิษที่ตกค้างออกให้หมดช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งโดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม สำหรับผู้ประกอบการต้องปรุงอาหารให้สุก ไม่ใช้เขียงหรือมีดร่วมกันระหว่างอาหารสดและอาหารดิบ ไม่นำอาหารหรือสิ่งของมาแช่รวมกับน้ำแข็งสำหรับบริโภค ควรสวมถุงมือหรือใช้อุปกรณ์ในการหยิบจับอาหารทุกครั้ง ใส่ผ้ากันเปื้อนและหมวกคลุมผม รวมทั้งล้างมือก่อนปรุงอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
2) ถูกหลักโภชนาการ คือ ปรุงอาหารด้วยการยำ ต้ม นึ่ง ลดอาหารประเภทผัด ทอด และอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด เลือกรับประทานผักและผลไม้หลากสีหรือให้ครบ 5 สี ได้แก่ สีขาว จากขิง เห็ด  กะกล่ำดอก ผักกาดขาว กล้วย ลูกแพร์ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง มีประโยชน์ต่อระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย สีม่วง-น้ำเงิน จากดอกอัญชัน กะหล่ำปลีสีม่วง มะเชือม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว องุ่น ลูกหม่อน ลูกพรุน แอปเปิ้ลแดง แบล็คเบอรี่ บลูเบอรี่ ช่วยขจัดสารก่อมะเร็ง
สีเขียวและเขียวอมเหลือง จากตำลึง คะน้า บล็อกโคลี่ ชะพลู บัวบก ตำลึง ตัว ผักขม ปวยเล้ง หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วลันเตากะหล่ำปลี สีเขียว อโวคาโดและแอปเปิ้ลเขียว มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา ขจัดกลิ่นตัว เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟัน บำรุงตับ และกระตุ้นระบบของการของเสียในร่างกาย สีเหลือง-ส้ม จากข้าวโพด มะม่วง ส้ม แคนตาลูป เสาวรส แตงโมเหลือง แครอท ฟักทอง มะละกอ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ลดระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือด ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน และสีแดง จากแตงโม แอปเปิ้ลแดง องุ่นแดง มะเขือเทศ ทับทิม พริกแดง กระเจี๊ยบ บีทรูท และแคนเบอรี่ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดปริมาณไขมันตัวร้ายในเลือด ยับยั้งหรือป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก งดบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ หัวหอม กระเทียม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ
3) อาหารปลอดภัย คือ การเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรอง เช่น ตลาดสดของกรมอนามัย ร้านอาหารที่มีป้ายสัญลักษณ์ Clean Food Good Taste เครื่องปรุงรสที่มีสัญลักษณ์ อย.และมอก. กำกับทุกครั้ง

บทความที่ได้รับความนิยม