วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เผยรถเมล์เสี่ยงติดวัณโรค 30%

สำนักอนามัย กทม. เผยพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ และพนักงานเก็บสตางค์ รถเมล์เสี่ยงติดวัณโรคมากถึง 30% และมีโอกาสแพร่เชื้อโรคไปยังผู้โดยสาร



นางวันทนีย์  วัฒนะ  ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. เปิดเผยว่า จากสถิติพบว่า พนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ และพนักงานเก็บสตางค์  เป็นกลุ่มที่มีภาวะติดเชื้อวัณโรคมากถึง 30% ซึ่งมีโอกาสแพร่เชื้อโรคไปยังผู้โดยสารมากที่สุด เนื่องจากต้องอยู่สภาวะในที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เป็นเวลานาน เชื้อวัณโรคจึงสามารถแพร่กระจายไปวงกว้าง  เพราะเชื้อวัณโรคเป็นเชื้อโรคที่แพร่กระจายไปตามอากาศและลมหายใจ สำหรับบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ  เช่น  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอชไอวี (HIV) จึงตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อได้ง่าย 
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคัดกรองโรคให้กับกลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะเป็นประจำทุกปี  เพื่อตรวจหาภาวะโรคติดต่อ หากพบการติดเชื้อควรจะต้องหยุดงานทันที  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค แต่หากไม่สามารถหยุดได้จะต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกัน คือผ้าปิดปากที่สามารถใช้ป้องกันได้
นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับเชื้อจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี โดยในระยะแรกคือการรักษาอย่างเข้มงวด ผู้ที่ได้รับเชื้อโรคจะต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ส่วนระยะ 4 เดือนต่อมาผู้ได้รับเชื้อจะต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงควรจะตรวจคัดกรองโรค โดยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัด กทม.ใกล้บ้านฟรี



















เน้นผักผลไม้ 5 สี ล้างผักไม่สะอาดเสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง



กระทรวงสาธารณสุข แนะวิธีการกินเจเพื่อให้มีสุขภาพดี โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ สะอาด ถูกหลักโภชนาการ และอาหารปลอดภัย เน้นให้ผู้บริโภครับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกผักผลไม้ที่มีความหลากหลาย หรือให้ครบ 5 สี พร้อมทั้งให้ความสำคัญด้านความสะอาดล้างผักและผลไม้ทุกครั้งก่อนนำมารับประทานเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ย้ำผู้ประกอบการต้องปรุงอาหารให้ถูกหลักสุขาภิบาลเพื่อการสร้างสุขภาพที่ดี

 การกินเจเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการยึดหลัก 3 ประการ คือ 
1) ความสะอาด ด้วยการดูแลความสะอาดตั้งแต่กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ โดยเฉพาะการล้างผักและผลไม้เพื่อป้องกันสารเคมีและยาฆ่าแมลงตกค้างด้วยการลอกเปลือกด้านนอกออกล้างผ่านน้ำก๊อกที่ไหลนาน 2 นาที หรือแช่ในน้ำผสมเกลือ หรือน้ำผสมน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้นาน 10-15 นาที หรือแช่ในน้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 กะละมัง หรือน้ำประมาณ 4 ลิตร
จากนั้นนำมาผักและผลไม้มาล้างน้ำสะอาดอีก 2-3 ครั้ง เพื่อให้สารพิษที่ตกค้างออกให้หมดช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งโดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม สำหรับผู้ประกอบการต้องปรุงอาหารให้สุก ไม่ใช้เขียงหรือมีดร่วมกันระหว่างอาหารสดและอาหารดิบ ไม่นำอาหารหรือสิ่งของมาแช่รวมกับน้ำแข็งสำหรับบริโภค ควรสวมถุงมือหรือใช้อุปกรณ์ในการหยิบจับอาหารทุกครั้ง ใส่ผ้ากันเปื้อนและหมวกคลุมผม รวมทั้งล้างมือก่อนปรุงอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
2) ถูกหลักโภชนาการ คือ ปรุงอาหารด้วยการยำ ต้ม นึ่ง ลดอาหารประเภทผัด ทอด และอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด เลือกรับประทานผักและผลไม้หลากสีหรือให้ครบ 5 สี ได้แก่ สีขาว จากขิง เห็ด  กะกล่ำดอก ผักกาดขาว กล้วย ลูกแพร์ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง มีประโยชน์ต่อระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย สีม่วง-น้ำเงิน จากดอกอัญชัน กะหล่ำปลีสีม่วง มะเชือม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว องุ่น ลูกหม่อน ลูกพรุน แอปเปิ้ลแดง แบล็คเบอรี่ บลูเบอรี่ ช่วยขจัดสารก่อมะเร็ง
สีเขียวและเขียวอมเหลือง จากตำลึง คะน้า บล็อกโคลี่ ชะพลู บัวบก ตำลึง ตัว ผักขม ปวยเล้ง หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วลันเตากะหล่ำปลี สีเขียว อโวคาโดและแอปเปิ้ลเขียว มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา ขจัดกลิ่นตัว เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟัน บำรุงตับ และกระตุ้นระบบของการของเสียในร่างกาย สีเหลือง-ส้ม จากข้าวโพด มะม่วง ส้ม แคนตาลูป เสาวรส แตงโมเหลือง แครอท ฟักทอง มะละกอ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ลดระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือด ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน และสีแดง จากแตงโม แอปเปิ้ลแดง องุ่นแดง มะเขือเทศ ทับทิม พริกแดง กระเจี๊ยบ บีทรูท และแคนเบอรี่ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดปริมาณไขมันตัวร้ายในเลือด ยับยั้งหรือป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก งดบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ หัวหอม กระเทียม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ
3) อาหารปลอดภัย คือ การเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรอง เช่น ตลาดสดของกรมอนามัย ร้านอาหารที่มีป้ายสัญลักษณ์ Clean Food Good Taste เครื่องปรุงรสที่มีสัญลักษณ์ อย.และมอก. กำกับทุกครั้ง

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ห้องน้ำ ก๊อกน้ำ ก้านชักโครก แหล่งเชื้อมะเร็งปากมดลูก




สำรวจพบพบเชื้อเอชพีวี หรือเชื้อมะเร็งปากมดลูกในห้องน้ำสาธารณะ ทั้งก้านกดชักโครก ก๊อกน้ำล้างมือ ที่รองนั่งโถส้วม เจอจากห้องน้ำในผับเยอะที่สุด ห้องน้ำหญิงในห้าง และ รร.กวดวิชา แพทย์เตือนโอกาสติดน้อย แค่ล้างมือให้สะอาดช่วยป้องกันได้
ศ.ดร.วสันต์ จันทรานิตย์ หัวหน้าหน่วยไวรัสวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทย ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวในงานแถลงข่าว "เผยผลการตรวจพบไวรัสเอชพีวีในสถานที่สาธารณะ" จัดโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และหน่วยไวรัสวิทยา รพ.รามาฯ ว่า จากการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่าเชื้อเอชพีวีซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูกสามารถติดต่อทางการสัมผัส ซึ่งเราจะพบเชื้อนี้ในสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ และหน่วยไวรัสวิทยา รพ.รามาฯ จึงร่วมกันเก็บตัวอย่างจากสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในสถานที่สาธารณะ โดยใช้สำลีปราศจากเชื้อชุบน้ำยาตรวจหาไวรัสเอชพีวี เช็ดถูบริเวณต่างๆ เช่น ราวบันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟต์ ลูกบิดประตูห้องน้ำ ก๊อกน้ำที่อ่างล้างมือ ก้านกดชักโครก ที่รองนั่งโถส้วม เป็นต้น จำนวน 100 ตัวอย่าง จากห้างสรรพสินค้า 4 แห่ง โรงเรียนกวดวิชา 3 แห่ง สนามเด็กเล่น 2 แห่ง โรงพยาบาล 2 แห่ง สถานีบริการน้ำมัน 2 แห่ง สถานบันเทิง (ผับ) 3 แห่ง รถไฟฟ้า 3 ขบวน และรถประจำทาง 2 คัน
จากตัวอย่างที่พบเชื้อไวรัสเอชพีวี 4 ตัวอย่าง หรือคิดเป็น 4% เป็นสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18 และอื่นๆ โดยพบเชื้อที่ก้านกดชักโครกห้องน้ำหญิงในโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งจากจำนวน 3 แห่งที่จัดเก็บตัวอย่าง ก๊อกน้ำที่อ่างล้างมือห้องน้ำชายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งจากจำนวน 4 แห่งที่จัดเก็บ ที่รองนั่งโถส้วมในห้องน้ำหญิงจากผับแห่งหนึ่ง และที่รองนั่งโถส้วมในห้องน้ำชายจากผับอีกแห่งหนึ่ง จากจำนวน 3 แห่งที่จัดเก็บตัวอย่าง
ศ.ดร.วสันต์ กล่าวอีกว่า ผลการศึกษาพบว่าสถานที่ที่พบเชื้อเอชพีวีจะเป็นสถานที่เย็น ชื้น ไม่มีแสงแดดส่องเข้าถึง โดยตรวจพบบริเวณห้องน้ำทั้งหมด โดยเป็นสถานบันเทิงมากกว่าแห่งอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มคนที่เข้าไปในสถานบันเทิงที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เป็นกลุ่มที่มีการติดต่อและแพร่เชื้อสูงสุด
เนื่องจากเวลาปัสสาวะแล้วมีการจับอวัยวะเพศของตนเอง ทำให้เชื้อที่มีอยู่ติดมือ เมื่อมาจับสิ่งของต่างๆ ต่อจึงทำให้ในห้องน้ำมีเชื้อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวลว่าการนั่งบนส้วมที่มีเชื้อเอชพีวีจะทำให้ติดเชื้อแล้วเป็นมะเร็งปากมดลูก เพราะเชื้อไม่สามารถเข้าถึงช่องคลอดได้ แต่กลัวเป็นหูดมากกว่า จึงไม่อยากให้ทุกคนตระหนกว่าเข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วจะติดเชื้อเอชพีวี
ทั้งนี้ การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคที่อาจจะติดมาแบบไม่รู้ตัว

บทความที่ได้รับความนิยม