วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แพทย์แนะให้นมลูกช่วยลดเสี่ยงมะเร็งเต้านม






แพทย์ชี้ตัดเต้านมทิ้งลดโอกาสเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ แต่หากเกิดจากยีนส์ที่ผิดปกติมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ด้วย เผยหญิงไทยตายเพราะมะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 3 โอกาสตรวจเจอระดับยีนส์ทำได้ยาก ยันขนาดเต้านมไม่เกี่ยวกับการเกิดโรค อึ้ง! กินฮอร์โมนแต่เด็กเพิ่มโอกาสเสี่ยง แนะออกกำลังกาย ให้ลูกดูดนมบ่อยๆ ช่วยลดอัตราเสี่ยงได้
นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีแองเจลินา โจลี นักแสดงสาวชื่อดังเข้ารับการผ่าตัดเอาเต้านมทั้ง 2 ออก เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ว่า โรคมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งประมาณร้อยละ 1-5 เกิดจากยีนส์ที่มีความผิดปกติซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือ บีอาร์ซีเอ 1 (BRCA1) หากตรวจพบยีนส์ผิดปกติประเภทนี้จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ถึงร้อยละ 50-80 นอกจากนี้ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ด้วย ทั้งนี้ การตัดเต้านมทิ้งจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ แต่ยังต้องติดตามต่อเนื่องเพราะยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย
นพ.ธีรวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนส์อยู่ในสัดส่วนเท่าไร เนื่องจากเทคโนโลยีการตรวจหาความผิดปกติในระดับยีนส์ยังมีราคาสูงและสามารถทำได้เพียงไม่กี่ทีเท่านั้น แต่ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมจากยีนส์ จะสังเกตได้ว่าจะมีประวัติพี่น้องสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง หรือมีพี่น้องมากกว่าหนึ่งคนเป็นมะเร็ง หรือ เกิดมะเร็งเต้านมในผู้ชายในครอบครัวญาติพี่น้องสายตรง หากมีสัญญาณดังกล่าวควรจะหมั่นตรวจเช็กความผิดปกติ ซึ่งจะต้องใช้วิธีการตรวจแบบแมมโมแกรม ซึ่งมีความละเอียดสูง จึงจะสามารถตรวจหาสัญญาณความผิดปกติได้ ส่วนคนปกติทั่วไปที่ไม่มีสัญญาณความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในครอบครัวจะแนะนำให้ตรวจหาความผิดปกติที่อายุประมาณ 40 ปี ซึ่งจะต่ำกว่าชาวตะวันตก
นพ.ธีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์มะเร็งเต้านมในไทย มีผู้ป่วยปีละ 13,000 คน และเสียชีวิตปีละ 4,600 คน เฉลี่ยเสียชีวิต 12 คนต่อวัน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับที่เป็นการเสียชีวิตอันดับ 1 มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 90 และมะเร็งปากมดลูกที่เป็นการเสียชีวิตอันดับ 2 มีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 50 ปรากฏการณ์ของโรคส่วนใหญ่จะพบในหญิงอายุ 40-45 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มอุบัติการณ์ของโรคอยู่ที่ 20 ต่อแสนประชากร ความเสี่ยงจะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง (เฮโตรเจน) มากเกินไป ไม่สมดุล การรับประทานฮอร์โมนมากเกิดไป การรับประทานยาคุมกำเนิดตั้งแต่เด็ก การที่มีประจำเดือนอายุน้อยกว่า 12 ปี และหมดก่อน 50 ปี ถือว่ามีภาวะเสี่ยง ส่วนสาเหตุจากพันธุกรรมในคนไทยถือว่าพบในต่ำกว่าประเทศตะวันตก
“ขนาดของเต้านมไม่ได้มีผลที่ทำให้เกิดโรค เพียงแต่ยากแก่การตรวจคัดกรอง โดยในต่างประเทศจะใช้การตรวจด้วยเครื่องเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ การป้องกันมะเร็งเต้านมสามารถทำได้โดย การตรวจคัดคลำเต้านม ออกกำลังกาย ลดความอ้วน หรืองดการรับประทานอาหารมันจัด หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ ควรให้บุตรดื่มนมพบว่าสามารถช่วยอัตราการเสี่ยงเกิดมะเร็งเต้านมได้”

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ไม่พบสัญญาณไข้หวัดนกในไทย




กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยเชื่อมั่นว่ายังควบคุมโรคไข้หวัดนกได้โดยใช้หลักการติดตามควบคุมดูแลตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือไบโอซิเคียวริตี้
นายยุคล  ลิ้มแหลมทอง  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  การเตรียมการรับมือโรคไข้หวัดนก ให้แก่อุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์ปีกของไทย ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ใช้หลักการติดตามควบคุมดูแลโรคไข้หวัดนก ตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือไบโอซิเคียวริตี้ (Bio Security) ขั้นสูงสุด ซึ่งเท่าที่เริ่มติดตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการเกิดโรคและปัจจัยที่น่าเป็นห่วงว่า จะเกิดโรคไข้หวัดนกในไทยได้  อย่างไรก็ตามเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของประเทศ ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์สุ่มตรวจสอบเก็บตัวอย่างจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 รวมทั้งให้ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจุดเข้าออกชายแดนประเทศเพื่อนบ้านทุกจุดอีกครั้ง เพราะเป็นจุดสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้ามาในประเทศไทย
ทั้งนี้หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกในโลกยังคงทรงตัว คือ พื้นที่การระบาดในจีนยังมีเพิ่มขึ้น และไทยยังควบคุมป้องกันโรคได้ จะทำให้ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสัตว์ปีกหลักของโลก โดยมีคู่แข่งการส่งออกของไทยเพียงรายเดียว คือ บราซิล แต่ไทยยังได้เปรียบในฐานะ เป็นรายใหญ่ในตลาดสหภาพยุโรป(อียู) และญี่ปุ่น เนื่องจากคุณภาพสินค้าไทยดีกว่า จะทำให้คำสั่งซื้อเนื้อไก่หลั่งไหลมายังผู้ประกอบการไทย คาดว่าตัวเลขการส่งออกเนื้อไก่ไทยทั้งเนื้อไก่สด และไก่ปรุงสุก จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากปีที่ผ่านมาที่มียอดส่งออกรวม 600,000 ตัน

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

ระวังโรคอาหารเป็นพิษหน้าร้อน




นายแพทย์นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา ทำให้มีผู้ใช้บริการในสถานีขนส่งเป็นจำนวนมาก ประกอบกับอากาศร้อนทำให้อาหารปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์เน่าเสีย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคอาหารเป็นพิษ หรือโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันได้ง่าย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ดำเนินการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำดื่ม โดยสุ่มเก็บตัวอย่างที่จำหน่ายในสถานีขนส่งต่างๆ ได้แก่ สถานีขนส่งหมอชิต สถานีขนส่งสายใต้ สถานีขนส่งเอกมัย และสถานีรถไฟหัวลำโพงอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2556 ได้เก็บตัวอย่างอาหารพร้อมบริโภคจำนวน 64 ตัวอย่าง มีการปนเปื้อนเชื้ออีโคไล (E.coli) จำนวน 27 ตัวอย่างและพบเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ได้แก่ เชื้อสแตฟฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) จำนวน 4 ตัวอย่าง เชื้อซัลโมเนลล่า (Salmonella spp.) จำนวน 2 ตัวอย่าง แต่ไม่พบเชื้ออหิวาห์ตกโรค
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารพร้อมบริโภคที่วางจำหน่ายตามสถานที่ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ายังมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นไข้ บางรายอาจเกิดอาการช็อกหมดสติและรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ทั้งนี้ การรักษาอาการเบื้องต้นทำได้โดยให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือโออาร์เอส โดยหลังดื่มแล้ว 8-12 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้นให้นำส่งโรงพยาบาลทันที อย่างไรก็ตามขอเตือนผู้บริโภคให้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ อยู่เสมอ ใช้ช้อนกลางทุกครั้งและล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ในส่วนผู้ประกอบการควรอุ่นอาหารให้ร้อนอยู่เสมอ หรืออุ่นทุกๆ 2 ชั่วโมง และไม่หยิบจับอาหารโดยตรงด้วยมือเปล่า

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556




ขอแสดงความยินดี กับ อสม.นงนุช  บุญวิเศษ
ที่ไได้รับคัดเลือกเป็น อสม.ดีเด่นระดับชาติ ปี 2556  สาขาสุขภาพจิตชุมชน



วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภาพประกอบ sex ยิ่งคุยยิ่งเข้าใจ

บทความที่ได้รับความนิยม