วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สปสช.แนะปีใหม่ป่วยฉุกเฉินรักษาได้ทุกโรงพยาบาล





                   สำหรับประเภทการบริการนั้นแบ่งเป็นเข้ารับบริการผู้ป่วยนอกจำนวน 1,748 รายหรือร้อยละ 13.6 เข้ารับบริการผู้ป่วยในมีจำนวน 11,000 ราย หรือร้อยละ 85.6 โดยแยกเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนมีจำนวน 8,157 รายหรือร้อยละ 63.5 ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจำนวน 4,665 รายหรือร้อยละ 36.3 โดยอาการหรือโรคที่เข้ารับบริการส่วนใหญ่ คือ หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ติดเชื้อในกระแสเลือด หัวใจหยุดเต้น มีเลือดออกในสมอง เป็นต้น ขณะที่พื้นที่ที่ให้บริการสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร 5,451 ราย หรือร้อยละ 42.4 โดยที่สปสช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยชำระเงินกลางแทน 3 กองทุน จ่ายเงินชดเชยแล้วจำนวน 10,352 ราย เป็นเงิน 205,404,774 บาท ที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ
 “ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่ ซึ่งมีการเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก เมื่อประสบเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตสามารถเข้ารักษาได้ทุกรพ.ที่อยู่ใกล้ โดยแต่ละรพ.ที่ให้การรักษาให้เบิกจ่ายมายังสปสช. ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นศูนย์กลาง ได้รับบริการเพื่อช่วยชีวิตและลดความพิการ โดยไม่ต้องถามสิทธิ์ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้เน้นในกลุ่มที่ผู้ป่วยวิกฤติ คือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติและเร่งด่วน เน้นบริการฉุกเฉินที่รพ.เอกชนนอกระบบ 3 กองทุนสุขภาพ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วน สปสช.1330 หรือ สายด่วน 1669 ได้ทั่วประเทศ”

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาหารในโรงเรียนตกมาตรฐาน ทำเด็กไทยไม่ทันเพื่อนบ้าน

นักวิชาการเรียกร้องให้ทบทวนยกเครื่องใหม่นโยบายอาหารในโรงเรียน ยันงบประมาณ 13 บาทยังไม่พอซื้อวัตถุดิบ







ด้าน อาจารย์อุไร อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์จากโรงเรียนสวนส้มจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า เป็นการยากที่จะให้โรงเรียนจัดอาหารตามมาตรฐานได้ แม้ว่าจะพยายามบริหารจัดการอย่างดีที่สุดแล้ว แต่งบประมาณ 13 บาทต่อวันที่ได้รับนั้นไม่เหมาะสมกับความเป็นจริงในปัจจุบัน โรงเรียนไม่สามารถจัดให้เด็กได้ทานอาหารที่มีคุณภาพได้แค่ค่าวัตถุดิบก็ยังไม่พอ แต่ทางโรงเรียนยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนค่าแรงแม่ครัว ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ และหากจะให้มีแม่ครัวที่มีคุณภาพมีความรู้ทางโภชนาการพอก็คงต้องมีการลงทุนมากกว่านี้
          น.พ. ธีรพล โตพันธานนท์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ากรมอนามัยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านวิชาการ ผ่านทางสื่อนวัตกรรมของกรม การอบรมเพื่อให้บุคลกรที่เกี่ยวข้องมีความรู้และมีการประเมินพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งการบูรณาการความรู้ด้านโภชนาการในหลักสูตรการเรียนการสอนและการจัดอาหารเสริมที่มีความจำเป็นแก่เด็กกลุ่มเสี่ยงเช่น ยาเสริมธาตุเหล็ก โดยมีเป้าหมายให้โรงเรียนสามารถจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพแก่เด็กทุกคน และมีการควบคุมอาหารว่าง อาหารที่ไม่มีประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
           นายสง่า ดามาพงศ์ เครือข่ายโภชนาการสมวัย เผยว่า การพัฒนาระบบการจัดอาหารในโรงเรียนของประเทศไทยถือเป็นความท้าทายของสังคมไทย ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะภาคการศึกษาและสาธารณสุขเท่านั้น ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีความความมุ่งมั่นร่วมกันในการผลักดันให้มีการยกเครื่องระบบอาหารภายในโรงเรียน ทั้งระบบทรัพยากร งบประมาณ และ การบริหารจัดการ เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยมีพัฒนาการที่สมวัยและเป็นทรัพยากรที่สำคัญในอนาคต

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มท.1 ร้องผู้ว่าทั่วประเทศเข้มจัดลอยกระทงต้องอยู่ในกรอบของพ.ร.บ.คุมเหล้า




มท.1เอาจริง!!! สั่งผู้ว่าทั่วประเทศเข้มจัดลอยกระทงต้องอยู่ในกรอบของพ.ร.บ.คุมเหล้า ด้านสคล.หวั่นเจ้าภาพไม่สนปล่อยขาย-ดื่มท้าทายกฎหมายเกลื่อน ขณะที่เครือข่ายเยาวชนฯ ชี้ ชุมชนรอบพื้นที่จัดงานลอยกระทง กว่า84% อยากเห็นงานปลอดเหล้า เชื่อไร้ทะเลาะวิวาท-ลวนลาม
วันที่ 14 พ.ย.55 ที่กระทรวงมหาดไทย เวลา 10.30 น. ภก.สงกรานต์  ภาคโชคดี  ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) พร้อมด้วย นักศึกษาจากเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กว่า 30 คน เข้าพบ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย  เพื่อแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งใหม่ และมีข้อเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ดังนี้ 1. กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ  ในฐานะ ประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด  เร่งรัดบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงพื้นที่ห้ามขายห้ามดื่ม อาทิ สถานที่ราชการ  สถานศึกษา  สวนสาธารณะ  วัด  ซึ่งมักจะมีการจัดงานกาชาด  ลอยกระทง สงกรานต์หรือปีใหม่  และควรนำเรื่องประสิทธิภาพในการควบคุมและลดปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวประเมินผลงานของจังหวัดด้วย
2. ขอให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดดำเนินการให้งานบุญประเพณีอาทิ งานศพ  งานบวช  งานบุญอื่นๆ เป็นงานปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ตามที่มีบางจังหวัดทำสำเร็จมาแล้ว เช่น ศรีสะเกษ  มหาสารคาม และน่าน เป็นต้น  เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้เกือบครึ่ง  และถ้ารวบรวมตัวเลขที่ประหยัดได้ทุกจังหวัดก็จะเป็นผลงานของมหาดไทย  ในการลดรายจ่ายให้ประชาชนตามนโยบายรัฐบาล 3. มอบหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในสังกัด เร่งประชาสัมพันธ์และรณรงค์กฎหมายใหม่ 3 ฉบับ ได้แก่ ห้ามดื่มสุราบนรถ ห้ามขายห้ามดื่มในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน และห้ามขายห้ามดื่มในรัฐวิสาหกิจ และ4. เข้มงวดสถานบริการ โดยเฉพาะร้านเหล้า ผับ บาร์ที่ตั้งอยู่รอบสถานศึกษาไม่ให้มีการทำผิดกฎหมาย  ห้ามเด็กเข้าใช้บริการ เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนและลดพื้นที่เสี่ยง


บทความที่ได้รับความนิยม