วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มท.1 ร้องผู้ว่าทั่วประเทศเข้มจัดลอยกระทงต้องอยู่ในกรอบของพ.ร.บ.คุมเหล้า




มท.1เอาจริง!!! สั่งผู้ว่าทั่วประเทศเข้มจัดลอยกระทงต้องอยู่ในกรอบของพ.ร.บ.คุมเหล้า ด้านสคล.หวั่นเจ้าภาพไม่สนปล่อยขาย-ดื่มท้าทายกฎหมายเกลื่อน ขณะที่เครือข่ายเยาวชนฯ ชี้ ชุมชนรอบพื้นที่จัดงานลอยกระทง กว่า84% อยากเห็นงานปลอดเหล้า เชื่อไร้ทะเลาะวิวาท-ลวนลาม
วันที่ 14 พ.ย.55 ที่กระทรวงมหาดไทย เวลา 10.30 น. ภก.สงกรานต์  ภาคโชคดี  ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) พร้อมด้วย นักศึกษาจากเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กว่า 30 คน เข้าพบ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย  เพื่อแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งใหม่ และมีข้อเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ดังนี้ 1. กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ  ในฐานะ ประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด  เร่งรัดบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงพื้นที่ห้ามขายห้ามดื่ม อาทิ สถานที่ราชการ  สถานศึกษา  สวนสาธารณะ  วัด  ซึ่งมักจะมีการจัดงานกาชาด  ลอยกระทง สงกรานต์หรือปีใหม่  และควรนำเรื่องประสิทธิภาพในการควบคุมและลดปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวประเมินผลงานของจังหวัดด้วย
2. ขอให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดดำเนินการให้งานบุญประเพณีอาทิ งานศพ  งานบวช  งานบุญอื่นๆ เป็นงานปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ตามที่มีบางจังหวัดทำสำเร็จมาแล้ว เช่น ศรีสะเกษ  มหาสารคาม และน่าน เป็นต้น  เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้เกือบครึ่ง  และถ้ารวบรวมตัวเลขที่ประหยัดได้ทุกจังหวัดก็จะเป็นผลงานของมหาดไทย  ในการลดรายจ่ายให้ประชาชนตามนโยบายรัฐบาล 3. มอบหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในสังกัด เร่งประชาสัมพันธ์และรณรงค์กฎหมายใหม่ 3 ฉบับ ได้แก่ ห้ามดื่มสุราบนรถ ห้ามขายห้ามดื่มในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน และห้ามขายห้ามดื่มในรัฐวิสาหกิจ และ4. เข้มงวดสถานบริการ โดยเฉพาะร้านเหล้า ผับ บาร์ที่ตั้งอยู่รอบสถานศึกษาไม่ให้มีการทำผิดกฎหมาย  ห้ามเด็กเข้าใช้บริการ เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนและลดพื้นที่เสี่ยง


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ชู 6 ผักสมุนไพร ช่วยลดเบาหวาน





ชูผักสมุนไพรไทย 6 ชนิด ได้แก่ ตำลึง มะระขี้นก วุ้นว่านหางจระเข้ กะเพรา ใบหม่อน และใบบัวบก มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดี
ผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทยอย่างน้อย 5 ชนิดที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือด ได้แก่ 1.ตำลึง โดยใช้เถาแก่ๆประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ เพียงแต่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าการรับประทานในรูปแบบของแกงจืดมีผลในการลดสาระสำคัญในตำลึงที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดหรือไม่ 2.มะระขี้นก วิธีการใช้ หั่นเนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม หรือรับประทานผลสดครั้งละ 6-15 กรัม หรือคั้นน้ำจากผลสด 1 ผลแล้วดื่ม 3.วุ้นว่างหางจระเข้ ใช้โดยวุ้นว่านหางจระเข้หั่นสดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะมาปั่นแล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง แต่นักวิจัยระบุว่าสาระสำคัญไม่คงตัว ในการใช้เองที่บ้านอาจต้องใช้แบบหั่นสด 4.กะเพรา นำใบกะเพราตากแห้ง 2-5 กรัมละลายน้ำแล้วดื่ม และ 5.ใบหม่อน มีสาระสำคัญในการลดน้ำตาลในเลือด โดยสารชนิดนี้จะออกมาได้ดีเมื่อนำไปชงแบบชา ทิ้งไว้ 3-5 นาที ซึ่งสารชนิดนี้ช่วยยับยั้งเอนไซม์ย่อยน้ำตาล การดูดซึมกลูโคสลด ระดับน้ำตาลในร่างกายก็จะลดลงด้วย
“สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลและหายช้ากว่าคนปกติทั่วไป มีการวิจัยพบว่า บัวบกสามารถเร่งการหายของแผลได้เร็วขึ้น โดยปั่นน้ำบัวบกเข้มข้นดื่มต่างน้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่กินสมุนไพรในการช่วยลดน้ำตาลในเลือด ควรแจ้งให้แพทย์แผนปัจจุบันที่ทำการรักษาด้วย เนื่องจากบางครั้งแพทย์อาจจะจัดยาให้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว เมื่อรับประทานผักหรือสมุนไพรควบคู่ด้วยอาจทำให้น้ำตาลลดมากเกินไป”



วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กินเจ...สุขภาพดีเสริมภูมิคุ้มกั






                                      


ไม่ใช่แค่ช่วง "กินเจ" แต่การบริโภคอาหารธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ดูจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมของผู้คนยุคนี้
อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิดและใช้โปรตีนจากเห็ดและถั่วชนิดต่างๆแทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่ และการบริโภคผัก ผลไม้เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินที่นำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆ อีกด้วย
แต่ทั้งนี้ต้องรู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล อย่างเช่น ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา ล้วนแล้วแต่ให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป
ส่วนในเรื่องที่มีบางคนสงสัยว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงไหม และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น
อันที่จริงอาหารเจซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ
ตัวอย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอรี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม โดยใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาล ส่วนชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูกและมะเร็งในลำไส้
ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้งสองชนิดโดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำจะมีน้อยกว่ายกเว้นผักผลไม้บางชนิดที่มีใยอาหารที่ละลายน้ำสูงได้แก่ พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันไม่ให้ขาดสารอาหารบางชนิด ชาวเจควรเลือกรับประทานอาหารเจอย่างถูกวิธี สารอาหารที่ต้องเน้นเป็นพิเศษนอกเหนือจากโปรตีนก็คืออาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 2 หรือ ไรโบเฟลวิน วิตามินบี 12 วิตามินดี และสังกะสี เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ
ที่สำคัญควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงานหากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้องได้
จะเห็นได้ว่าการกินเจอย่างถูกหลักนั้น ทำให้อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งสารเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย


วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เตรียมพร้อมรับมือ "หวัดนก" สายพันธุ์ใหม่ จากเวียดนาม



การระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่ในประเทศเวียดนาม เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวกลายพันธุ์จากหวัดนกสายพันธุ์ "H5N1" ซึ่งระบาดทั่วประเทศเมื่อปีที่แล้ว และทำให้ทางการเวียดนามต้องฆ่าสัตว์ปีกในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยหวัดนกสายพันธุ์นี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลเวียดนามในขณะนี้




ตั้งแต่ต้นปีสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเวียดนามมีมากกว่า 40 ครั้ง ทำลายสัตว์ปีกไปกว่า 1.8 แสนตัว และจากรายงานของกรมสุขภาพสัตว์ กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของเวียดนาม พบว่า สายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดนก H5N1 มีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิด การระบาดที่รุนแรงขึ้นและเป็นไปได้ว่าเชื้อโรคดังกล่าวได้แพร่ระบาดมาจากประเทศจีนโดยมีรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 เกิดการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1 ขึ้น 1 จุด ตำบล Hop Hoa เมือง Hoa Binh นอกจากนี้เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 ยังมีรายงานการระบาดที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย
นายทฤษดี ชาวเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ความเสี่ยงของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในเวียดนามอาจมีโอกาสแพร่ระบาดมายังประเทศไทยได้ทางนกอพยพ หรือนกธรรมชาติที่บินเข้ามาสู่ประเทศไทย และการลักลอบนำสัตว์ปีกเข้ามาตามบริเวณแนวชายแดนผ่านทางประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชในการให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างอุจจาระและซากของนกอพยก และนกธรรมชาติในแหล่งที่นกอาศัยอยู่ทั่วประเทศ หากพบว่ามีนกตายผิดปกติหรือพบเชื้อโรคไข้หวัดนกจะเข้าควบคุมโรคในพื้นที่ทันที และได้แจ้งให้ทุกจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านมีการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งให้พ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงบริเวณชายแดนและแหล่งที่มีนกอพยพ นกธรรมชาติอาศัยอยู่ พร้อมทั้งสั่งการให้ด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่านร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร ตำรวจ ศุลกากร เข้มงวดตรวจสอบบุคคลเข้าออกต้องไม่มีการนำสัตว์ปีกเข้ามาในประเทศ พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะเข้า-ออก ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ รถเข็น ตลอดจนบุคคลที่เดินเท้าเข้ามา หากพบการกระทำผิดจะจับกุมดำเนินคดีและทำลายสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกทันที

บทความที่ได้รับความนิยม