วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ชู 6 ผักสมุนไพร ช่วยลดเบาหวาน





ชูผักสมุนไพรไทย 6 ชนิด ได้แก่ ตำลึง มะระขี้นก วุ้นว่านหางจระเข้ กะเพรา ใบหม่อน และใบบัวบก มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดี
ผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทยอย่างน้อย 5 ชนิดที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือด ได้แก่ 1.ตำลึง โดยใช้เถาแก่ๆประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ เพียงแต่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าการรับประทานในรูปแบบของแกงจืดมีผลในการลดสาระสำคัญในตำลึงที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดหรือไม่ 2.มะระขี้นก วิธีการใช้ หั่นเนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม หรือรับประทานผลสดครั้งละ 6-15 กรัม หรือคั้นน้ำจากผลสด 1 ผลแล้วดื่ม 3.วุ้นว่างหางจระเข้ ใช้โดยวุ้นว่านหางจระเข้หั่นสดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะมาปั่นแล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง แต่นักวิจัยระบุว่าสาระสำคัญไม่คงตัว ในการใช้เองที่บ้านอาจต้องใช้แบบหั่นสด 4.กะเพรา นำใบกะเพราตากแห้ง 2-5 กรัมละลายน้ำแล้วดื่ม และ 5.ใบหม่อน มีสาระสำคัญในการลดน้ำตาลในเลือด โดยสารชนิดนี้จะออกมาได้ดีเมื่อนำไปชงแบบชา ทิ้งไว้ 3-5 นาที ซึ่งสารชนิดนี้ช่วยยับยั้งเอนไซม์ย่อยน้ำตาล การดูดซึมกลูโคสลด ระดับน้ำตาลในร่างกายก็จะลดลงด้วย
“สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลและหายช้ากว่าคนปกติทั่วไป มีการวิจัยพบว่า บัวบกสามารถเร่งการหายของแผลได้เร็วขึ้น โดยปั่นน้ำบัวบกเข้มข้นดื่มต่างน้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่กินสมุนไพรในการช่วยลดน้ำตาลในเลือด ควรแจ้งให้แพทย์แผนปัจจุบันที่ทำการรักษาด้วย เนื่องจากบางครั้งแพทย์อาจจะจัดยาให้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว เมื่อรับประทานผักหรือสมุนไพรควบคู่ด้วยอาจทำให้น้ำตาลลดมากเกินไป”



วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กินเจ...สุขภาพดีเสริมภูมิคุ้มกั






                                      


ไม่ใช่แค่ช่วง "กินเจ" แต่การบริโภคอาหารธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ดูจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมของผู้คนยุคนี้
อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิดและใช้โปรตีนจากเห็ดและถั่วชนิดต่างๆแทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่ และการบริโภคผัก ผลไม้เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินที่นำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆ อีกด้วย
แต่ทั้งนี้ต้องรู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล อย่างเช่น ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา ล้วนแล้วแต่ให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป
ส่วนในเรื่องที่มีบางคนสงสัยว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงไหม และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น
อันที่จริงอาหารเจซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ
ตัวอย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอรี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม โดยใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาล ส่วนชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูกและมะเร็งในลำไส้
ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้งสองชนิดโดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำจะมีน้อยกว่ายกเว้นผักผลไม้บางชนิดที่มีใยอาหารที่ละลายน้ำสูงได้แก่ พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันไม่ให้ขาดสารอาหารบางชนิด ชาวเจควรเลือกรับประทานอาหารเจอย่างถูกวิธี สารอาหารที่ต้องเน้นเป็นพิเศษนอกเหนือจากโปรตีนก็คืออาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 2 หรือ ไรโบเฟลวิน วิตามินบี 12 วิตามินดี และสังกะสี เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ
ที่สำคัญควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงานหากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้องได้
จะเห็นได้ว่าการกินเจอย่างถูกหลักนั้น ทำให้อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งสารเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย


วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เตรียมพร้อมรับมือ "หวัดนก" สายพันธุ์ใหม่ จากเวียดนาม



การระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่ในประเทศเวียดนาม เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวกลายพันธุ์จากหวัดนกสายพันธุ์ "H5N1" ซึ่งระบาดทั่วประเทศเมื่อปีที่แล้ว และทำให้ทางการเวียดนามต้องฆ่าสัตว์ปีกในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยหวัดนกสายพันธุ์นี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลเวียดนามในขณะนี้




ตั้งแต่ต้นปีสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเวียดนามมีมากกว่า 40 ครั้ง ทำลายสัตว์ปีกไปกว่า 1.8 แสนตัว และจากรายงานของกรมสุขภาพสัตว์ กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของเวียดนาม พบว่า สายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดนก H5N1 มีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิด การระบาดที่รุนแรงขึ้นและเป็นไปได้ว่าเชื้อโรคดังกล่าวได้แพร่ระบาดมาจากประเทศจีนโดยมีรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 เกิดการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1 ขึ้น 1 จุด ตำบล Hop Hoa เมือง Hoa Binh นอกจากนี้เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 ยังมีรายงานการระบาดที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย
นายทฤษดี ชาวเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ความเสี่ยงของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในเวียดนามอาจมีโอกาสแพร่ระบาดมายังประเทศไทยได้ทางนกอพยพ หรือนกธรรมชาติที่บินเข้ามาสู่ประเทศไทย และการลักลอบนำสัตว์ปีกเข้ามาตามบริเวณแนวชายแดนผ่านทางประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชในการให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างอุจจาระและซากของนกอพยก และนกธรรมชาติในแหล่งที่นกอาศัยอยู่ทั่วประเทศ หากพบว่ามีนกตายผิดปกติหรือพบเชื้อโรคไข้หวัดนกจะเข้าควบคุมโรคในพื้นที่ทันที และได้แจ้งให้ทุกจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านมีการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งให้พ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงบริเวณชายแดนและแหล่งที่มีนกอพยพ นกธรรมชาติอาศัยอยู่ พร้อมทั้งสั่งการให้ด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่านร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร ตำรวจ ศุลกากร เข้มงวดตรวจสอบบุคคลเข้าออกต้องไม่มีการนำสัตว์ปีกเข้ามาในประเทศ พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะเข้า-ออก ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ รถเข็น ตลอดจนบุคคลที่เดินเท้าเข้ามา หากพบการกระทำผิดจะจับกุมดำเนินคดีและทำลายสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกทันที

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

WHO เตือนทั่วโลกระวังไวรัสตัวใหม่คล้ายโรคซาร์ส

องค์การอนามัยโลก ประกาศเตือนทั่วโลกให้ระวังไวรัสตัวใหม่คล้ายโรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงระบาด

WHO เตือนทั่วโลกระวังไวรัสตัวใหม่คล้ายโรคซาร์ส



 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศเตือนประชาชนทั่วโลกให้ระวังไวรัสตัวใหม่มีฤทธิ์คล้ายโรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ซึ่งทำให้ชายชาวกาตาร์ล้มป่วยและยังต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่กรุงลอนดอน ขณะเดียวกันมีผู้ป่วยอีก 1 รายเสียชีวิตแล้วที่ซาอุดีอาระเบียเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ชายวัย 49 ปี ถูกนำตัวเข้าห้องไอซียูของโรงพยาบาลในกรุงโดฮา ของกาตาร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและไตวาย จากนั้นจึงถูกส่งตัวมายังประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ส่วนผู้ป่วยอีกรายเสียชีวิตในช่วงต้นปีนี้ที่ซาอุดีอาระเบีย ด้วยเชื้อไวรัส แต่ทางการซาอุฯ กำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เสียชีวิตด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า โรคดังกล่าวมาจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ แต่ไม่ใช่โรคซาร์ส ซึ่งเคยระบาดหนักในประเทศจีนเมื่อปี 2546 ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 800 คนทั่วโลก โฆษกองค์การอนามัยโลก แถลงว่า ไวรัสตัวนี้เป็นไวรัสตัวใหม่ ยังไม่เคยพบผู้ป่วยลักษณะนี้มาก่อน และยังไม่ทราบว่าติดต่อได้อย่างไร

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

ไข้คอตีบระบาดหนักอีสาน

ไข้คอตีบระบาดหนักอีสาน



        สำหรับสถานการณ์การระบาดล่าสุด มีความรุนแรงใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่มีการรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการ โดย คร.คาดการณ์เส้นทางการระบาดของโรคมาจากชายแดนไทย-ลาว บริเวณ จ.เลย
   ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อคือ ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) รวมทั้งผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแออัด ขาดสุขอนามัย และในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ
   เชื้อจะอาศัยอยู่ในโพรงจมูก โพรงหลังจมูก ลำคอ แต่อาจจะพบได้ในผิวหนัง นอกจากนี้เชื้อมีโอกาสจะอยู่ในดินและแหล่งน้ำธรรมชาติได้ โดยโรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายและระบาดได้รวดเร็ว จากผู้ที่คลุกคลีกับผู้ป่วย การสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ละอองหายใจ การไอจาม
   อาการพบคือ มีไข้แต่ไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย เจ็บคอมาก หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ จากนั้นเสียงจะแหบลงเรื่อยๆ น้ำมูกอาจมีเลือดปน และอาจมีแผลทางผิวหนัง การรักษาจะให้ยาต้านสารพิษ ยาปฏิชีวนะ และการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังมีการรักษาประคับประคองตามอาการ



บทความที่ได้รับความนิยม