วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

WHO เตือนทั่วโลกระวังไวรัสตัวใหม่คล้ายโรคซาร์ส

องค์การอนามัยโลก ประกาศเตือนทั่วโลกให้ระวังไวรัสตัวใหม่คล้ายโรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงระบาด

WHO เตือนทั่วโลกระวังไวรัสตัวใหม่คล้ายโรคซาร์ส



 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศเตือนประชาชนทั่วโลกให้ระวังไวรัสตัวใหม่มีฤทธิ์คล้ายโรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ซึ่งทำให้ชายชาวกาตาร์ล้มป่วยและยังต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่กรุงลอนดอน ขณะเดียวกันมีผู้ป่วยอีก 1 รายเสียชีวิตแล้วที่ซาอุดีอาระเบียเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ชายวัย 49 ปี ถูกนำตัวเข้าห้องไอซียูของโรงพยาบาลในกรุงโดฮา ของกาตาร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและไตวาย จากนั้นจึงถูกส่งตัวมายังประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ส่วนผู้ป่วยอีกรายเสียชีวิตในช่วงต้นปีนี้ที่ซาอุดีอาระเบีย ด้วยเชื้อไวรัส แต่ทางการซาอุฯ กำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เสียชีวิตด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า โรคดังกล่าวมาจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ แต่ไม่ใช่โรคซาร์ส ซึ่งเคยระบาดหนักในประเทศจีนเมื่อปี 2546 ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 800 คนทั่วโลก โฆษกองค์การอนามัยโลก แถลงว่า ไวรัสตัวนี้เป็นไวรัสตัวใหม่ ยังไม่เคยพบผู้ป่วยลักษณะนี้มาก่อน และยังไม่ทราบว่าติดต่อได้อย่างไร

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

ไข้คอตีบระบาดหนักอีสาน

ไข้คอตีบระบาดหนักอีสาน



        สำหรับสถานการณ์การระบาดล่าสุด มีความรุนแรงใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่มีการรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการ โดย คร.คาดการณ์เส้นทางการระบาดของโรคมาจากชายแดนไทย-ลาว บริเวณ จ.เลย
   ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อคือ ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) รวมทั้งผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแออัด ขาดสุขอนามัย และในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ
   เชื้อจะอาศัยอยู่ในโพรงจมูก โพรงหลังจมูก ลำคอ แต่อาจจะพบได้ในผิวหนัง นอกจากนี้เชื้อมีโอกาสจะอยู่ในดินและแหล่งน้ำธรรมชาติได้ โดยโรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายและระบาดได้รวดเร็ว จากผู้ที่คลุกคลีกับผู้ป่วย การสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ละอองหายใจ การไอจาม
   อาการพบคือ มีไข้แต่ไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย เจ็บคอมาก หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ จากนั้นเสียงจะแหบลงเรื่อยๆ น้ำมูกอาจมีเลือดปน และอาจมีแผลทางผิวหนัง การรักษาจะให้ยาต้านสารพิษ ยาปฏิชีวนะ และการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังมีการรักษาประคับประคองตามอาการ



วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขอเชิญผู้รับผิดชอบงาน SRRT เข้าร่วมปรึกษาหารือในการควบคุมโรคมือเท้าปาก


ขอเชิญผู้รับผิดชอบงาน SRRT  เข้าร่วมปรึกษาหารือในการควบคุมโรคมือเท้าปาก  ในวันที่  ๓๐  สิงหาคม ๒๕๕๕  เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ สถานีอนามัยเชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี
                 จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
                                                  ขอแสดงความนับถือ 
                                                 นางสาวสิริญา   ไผ่ป้อง
                                            นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อึ้ง! คนกรุงรู้จักผัก 8 ชนิด เหตุบริโภคน้อยลง

เทศกาลกินเปลี่ยนโลก



วันนี้ (4 ส.ค.) ที่สวนสันติชัยปราการ รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลกินเปลี่ยนโลก ครั้งที่ 1” Taste of food ซึ่งจัดโดย มูลนิธิชีววิถี (BioThai) แผนงานความมั่นคงด้านอาหาร ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2561 ดัชนีของราคาอาหารของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งจะกระทบต่อความมั่งคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยเริ่มประสบกับปัญหาราคาอาหารแพงมาระยะหนึ่ง และพบว่ายังมีปัญหาโภชนาการด้วย จากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุด พบว่า มีคนไทยอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน โดยเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 12 ปี จะมีความอ้วนสูงถึง 40% ในจำนวนนี้เมื่อเจาะหาไขมันในร่างกายพบ 70% มีปัญหาไขมันสูงเกินมาตรฐาน สถานการณ์นี้ทำให้แต่ละปีต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาโรคปีละหลายแสนล้านบาท


รศ.ดร.วิลาสินี กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป จากการสำรวจพบประชาชนอาศัยในเขตเมือง รู้จักชนิดของผักเพียง 8 ชนิด โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่เลือกรับประทานผัก ผลไม้ น้อยลง และหันไปรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีสารอาหารไม่ครบถ้วนแทน ส่งผลให้ไม่มีพื้นที่สำหรับผักพื้นบ้าน ความหลากหลายของอาหารท้องถิ่นลดลง ขณะที่ผักทางการตลาดและอุตสาหกรรมกลับสูงขึ้น และพบว่ามีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค พบว่าเกษตรกรไทย 60% มีสารปนเปื้อนตกค้างในกระแสเลือดแสดงถึงการใช้สารเคมีจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่า ปริมาณการบริโภคผัก ผลไม้ ต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด โดยกินเพียง 3 ส่วน จาก 5 ส่วน โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนบริโภคผักเพียง 2 ส่วนเท่านั้น ขณะที่สินค้าทางการเกษตรมีการใช้สารเคมีทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และเกิดปัญหาปนเปื้อนในผักผลไม้ ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

“ความปลอดภัยของอาหาร และโภชนาการที่ดีจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ปลอดภัย และอร่อย โดยเลือกรับประทานอาหารจากท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย และมีราคาไม่แพง ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่า “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” (from farm to table) ที่ผู้บริโภคจะไม่ถูกทำลายสุขภาพ เกษตรกรรายย่อยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และระบบอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยให้ได้” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

สำหรับเทศกาลกินเปลี่ยนโลก จัดโดย สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างความเข้าใจระบบนิเวศอาหารที่หลากหลาย เพื่อสร้างการตระหนัก และรับรู้เรื่องอาหารปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจงาน ได้แก่ นิทรรศการเส้นทางกะปิ นำเสนอกระบวนการผลิตกะปิแบบธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, ระยะทางของผัก นำเสนอระยะทางตลอดการเดินทางของผักจากแปลงสู่ปากผู้บริโภค และสวนผักคนเมือง City Farm ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเมืองหันมาปลูกผักที่สดสะอาดปลอดภัยไว้กินเอง รวมถึงซุ้มฝึกลิ้น ที่จะชวนชิมอาหารเปรียบเทียบรสระหว่างอาหารสดเครื่องปรุงรสน้อยๆ กับอาหารปรุงรส ปรุงแต่งอย่างหนัก เพื่อให้รู้จักและแยกรสต่างๆ ของอาหารได้ โดยระหว่างงานจะมีผู้ผลิตจากหลากหลายระบบนิเวศเข้าร่วม อาทิ เกษตรอินทรีย์ จ.เชียงใหม่ ที่จะยกตลาดผักอินทรีย์มาถึงกรุงเทพฯ และเครือข่ายโรงเรียนชาวนานครสวรรค์ ที่พาข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์ และน้ำพริกสารพัดรสชาติ มาให้เลือกสรรกันแบบจุใจ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคมนี้ ที่สวนสันติชัยปราการ


วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แพทย์แนะแนวทางห่างไกลโรค 'มือ เท้า ปาก'

กทม.ติดตามและเฝ้าระวังโรคมือเท้าปากอย่างใกล้ชิด




หลังจากบิดาของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ ที่เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุที่โรงพยาบาล (รพ.) นพรัตน์ราชธานี กรุงเทพมหานคร ออกมาเปิดเผยว่า แพทย์ตรวจพบเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ในลำคอลูกสาว เพียงแต่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังไม่ฟันธงว่าเป็นเชื้อตัวเดียวกับสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้หรือไม่ ซึ่งความชัดเจนของเรื่องนี้จะกระจ่างหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ระบาดวิทยา และโรคติดเชื้อ ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ในการทำความสะอาดกำจัดเชื้อก่อโรคนี้ ทำได้ไม่ยาก แต่ก่อนอื่นขอย้ำว่า การใช้เจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์ 70% แม้จะฆ่าเชื้อโรคทั่วไปได้ แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคมือ เท้า ปากได้ ดังนั้น วิธีทำความสะอาดที่เหมาะสม คือ ต้องล้างมือด้วยน้ำและสบู่ เพื่อชะล้างเชื้อจากผิวหนัง ส่วนการฆ่าเชื้อที่พื้นและอุปกรณ์จะต้องใช้โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium hypochlorite) 0.5% เช่น ไฮเตอร์ คลอร็อกซ์ (Clorox) ในกรณีที่เป็นผง ให้ใช้ขนาด 5 กรัม กับน้ำ 950 ซีซี เก็บไว้ใช้ได้นาน 7 วัน ยกเว้นถ้าเปลี่ยนสี แสดงว่าหมดอายุต้องทิ้ง เตรียมใหม่ น้ำยานี้ใช้ทำความสะอาดพื้นผิว สิ่งของ เครื่องใช้ ชุบน้ำยาชุ่มเช็ดบนพื้นผิวที่ต้องการ หรือราดที่พื้น ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วจึงล้างหรือเช็ดออก นอกจากนี้ ต้องนำอุปกรณ์ที่ทำความสะอาดแล้วไปตากแดดให้แห้ง จะทำให้การกำจัดเชื้อได้ดีขึ้น

ขณะที่ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ สธ. ให้คำแนะนำว่า การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ จัดเป็นวิธีที่ฆ่าเชื้อโรคมือ เท้า ปากได้ ที่ผ่านมากรมควบคุมโรคจึงเน้นการป้องกันด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ การล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ หรืออาจใช้มาตรการที่เรียกว่า "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้กรณีการทำความสะอาดในโรงเรียนต้องทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมที่เปื้อน เช่น เปื้อนอุจจาระเด็ก ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดทั่วไปก่อน หากจะฆ่าเชื้อนี้ควรใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ คลอร็อกซ์ ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก หากสิ่งของที่จะเอาเข้าปาก เช่น เครื่องครัว ของเล่นที่จะเอาเข้าปาก ให้ใช้ล้างทั่วไปด้วยน้ำสบู่ ผงซักฟอก แล้วตากแดด ถ้าสามารถต้มได้ ให้ต้มในน้ำเดือด 10 นาที และไม่แนะนำให้ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดพื้นผิว เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ส่วนกรณีการใช้สระว่ายน้ำสาธารณะ ต้องมีการเติมคลอรีนให้ได้มาตรฐาน ซึ่งโดยปกติการจะเปิดสระว่ายน้ำจะผ่านการรับรองความสะอาด ปลอดเชื้ออยู่แล้ว

"สิ่งสำคัญแนะนำผู้ปกครองให้สังเกตอาการของลูก โดยเน้นการเฝ้าระวังสัญญาณอันตราย ได้แก่ อาการไข้สูงร่วมกับอาเจียน หรือซึม หรือกระตุก หรือชัก หรือหายใจหอบเหนื่อย หากเด็กเป็นต้องรีบพาไปพบแพทย์ แต่หากพบเพียงมีไข้ อาจให้หยุดเรียนสังเกตอาการก่อน โดยถ้ามีไข้ให้เช็ดตัว กินยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามกินยาแก้ปวดชนิดอื่น โดยเฉพาะยาแอสไพริน กินอาหารอ่อน ระมัดระวังการติดต่อสู่เด็กคนอื่นในบ้าน ไม่พาไปสถานที่มีผู้คนแออัด

บทความที่ได้รับความนิยม